วันเสาร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

เงื้อมเงาเหนืออินสมัธ


บทที่ 1/5

ระหว่างฤดูหนาวปี 1927-28 เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลได้ลอบสังเกตุการณ์เหตุแปลกประหลาดบางประการในเมืองท่าเรือเก่าแก่ของรัฐแมสซาชูเซทที่ชื่อ อินสมัธ สาธารณชนได้รับรู้เรื่องนี้เป็นครั้งแรกในเดือนกุมภาพันธ์ เมื่อมีการโจมตีและการจับกุมเกิดขึ้นมากมาย ซึ่งตามมาด้วยการวางเพลิงและการระเบิด-ภายใต้การแจ้งเตือน-ของจำนวนมากมายที่ถูกบดขยี้, การรับประทานหนอน, และบ้านที่ว่างเปล่าตามแนวชายฝั่งที่ถูกทิ้งร้าง วิญญาณที่มิได้ไต่ถาม ได้ปล่อยให้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ล่วงผ่านไป เป็นหนึ่งในการปะทะที่สำคัญ ในสงครามที่เกิดเป็นช่วงๆ ในท้องน้ำ

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวจากคีนเนอร์ สงสัยว่ามีผู้ถูกจับกุมเป็นจำนวนมาก  ซึ่งต้องใช้พละกำลังมหาศาลเหนือธรรมดาในการทำเช่นนั้น ทั้งยัง มีความลับอีกมากมายในการจัดการกับนักโทษ ไม่มีรายงานการทดลอง หรือค่าใช้จ่ายที่แน่นอน ไม่มีใครได้เห็นผู้ถูกจับกุมในเรือนจำของรัฐอีกเลย มีรายงานที่คลุมเครือเกี่ยวกับโรคติดต่อและค่ายกักกัน และต่อมาเกี่ยวกับการย้ายตัวนักโทษ กระจายไปตามเรือนจำทหาร แต่ไม่มีข่าวด้านดีเหมือนดังที่เคยเป็น อินสมัธเองก็แทบร้างผู้คน และจนกระทั่งบัดนี้ ก็เพียงแค่เริ่มต้นส่งสัญญาณฟื้นคืนอย่างเฉื่อยชา

 มีการร้องเรียนจากองค์กรอิสระมากมาย เกี่ยวกับการพบบทสนทนาลับขนาดยาว และตัวแทนได้เดินทางไปยังค่ายกักกันและเรือนจำบางแห่ง ผลที่ตามมา ก็คือทำให้ผู้คนในชุมชนแห่งนี้ดูเก็บงำและเคร่งขรึม นักข่าวทำงานได้ยากยิ่ง แต่ส่วนใหญ่ดูเหมือนจะยินยอมต่อรัฐบาลในท้ายที่สุด แท็บลอยด์ที่เป็นกระดาษแผ่นเดียว-ซึ่งต้องลดราคาจากนโยบายที่เข้มงวด ได้กล่าวถึงเรือดำน้ำที่ปล่อยตอร์ปิโดสู่ก้นเหวใต้ท้องทะเลซึ่งอยู่เหนือแนว ปะการังปีศาจ ของสิ่งนั้นถูกเก็บได้โดยบังเอิญจากลูกเรือที่หวาดหวั่น ซึ่งดูเหมือนจะนำมาจากทะเลส่วนที่ลึก เนื่องจากแนวปะการังสีดำตั้งแต่ระดับตื้นยาวออกไปถึงไมล์ครึ่ง จากท่าเรือของอินสมัธ

 ผู้คนในเขตชนบทนั้นและในเมืองใกล้ๆ พึมพำกันอย่างหนาหูในหมู่พวก แต่กลับพูดน้อยมากกับสังคมข้างนอก พวกเขาพูดคุยเรื่องความตายของอินสมัธที่ถูกทิ้งร้างมาเกือบครึ่งศตวรรษ และไม่มีอะไรใหม่ที่จะเลวร้ายยิ่งกว่าสิ่งที่พวกเขาเคยกระซิบและบอกใบ้เมื่อหลายปีก่อน มีหลายสิ่งที่สอนให้พวกเขาเก็บความลับ และตอนนี้ก็ไม่จำเป็นต้องกดดันพวกเขาแต่อย่างใด นอกจากนี้ พวกเขารู้น้อยมากจริงๆ เกี่ยวกับหนองน้ำเค็มที่กว้างและเปลี่ยวร้าง ไร้ผู้คน ทั้งยังกันให้เพื่อนบ้านอยู่ห่างจากอินสมัธทางด้านแผ่นดิน

แต่ในที่สุด ผมก็จะต่อต้านคำสั่งที่ห้ามเกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมมั่นใจว่า ผลลัพธ์นั้นมีความละเอียดรอบคอบซึ่งไม่เป็นอันตรายต่อสาธารณะ หรือทำให้ตื่นตระหนก ทั้งยังสามารถได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้น จากนัยยะถึง สิ่งที่เราได้พบเกี่ยวกับผู้บุกรุกที่น่ากลัวจากอินสมัธ นอกจากนี้สิ่งที่พบอาจมีคำอธิบายมากกว่าหนึ่ง ผมไม่รู้ว่าเรื่องราวทั้งหมดได้รับการบอกเล่าไปมากเพียงใด แม้แต่กับผมเอง และผมมีเหตุผลหลายประการที่ไม่ต้องการจะสืบสวนในเชิงลึก เนื่องจากผมสามารถติดตามเรื่องนี้ได้ใกล้ชิดกว่าคนทั่วไป  และผมยังได้แสดงให้เห็นว่า สิ่งใดที่จะผลักดันให้ผมใช้ มาตรการที่รุนแรงตามมา

ผมหนีออกจากอินสมัธอย่างเร่งรีบในช่วงเช้าตรู่ของวันที่ 16 กรกฎาคม 1927 และมีผู้ร้องเรียนเรื่องน่ากลัวซึ่งนำไปสู่การสอบสวนของรัฐบาล และการปฏิบัติการ ที่นำมาซึ่งเหตุการณ์ทั้งหมด ผมตั้งใจที่จะอยู่เงียบๆ ขณะที่เรื่องเพิ่งเกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ และยังเต็มไปด้วยความผันผวน แต่ตอนนี้มันเป็นเรื่องเก่าไปแล้ว  เมื่อความสนใจจากสาธารณชนและความอยากรู้อยากเห็นเริ่มจางไป ผมเกิดความกระหายอย่างประหลาดที่จะกระซิบบอกเล่าเกี่ยวกับ โมงยามที่น่าพรั่นพรึงและเงื้อมเงาอันชั่วร้าย ณ ท่าเรือแห่งความตาย และการหมิ่นหยามศรัทธาอย่างผิดปกติ การเล่าเรื่องนี้ มันช่วยให้ผมฟื้นคืนสติปัญญาของตนเอง เพื่อให้มั่นใจว่า ผมไม่ใช่คนแรกที่ยอมรับต่อภาพหลอนของฝันร้ายที่เป็นดุจโรคติดต่อ มันยังช่วยผมอีกโสตหนึ่ง โดยมันทำให้ผมตัดสินใจในขั้นตอนที่หนักหนาซึ่งวางอยู่เบื้องหน้าของผมในตอนนี้

ผมไม่เคยรู้เรื่องเกี่ยวกับอินสมัธจนกระทั่งถึงวันก่อนที่ผมจะเห็นมันเป็นครั้งแรกจากระยะไกล และเป็นครั้งสุดท้าย ครั้งนั้น ผมฉลองอายุที่เพิ่มขึ้นของตัวเองด้วยการเที่ยวนิวอิงแลนด์ โดยเที่ยวชมวิวทิวทัศน์ โบราณวัตถุและวงศ์วานว่านเครือของตระกูล ทั้งยังวางแผนที่จะย้ายจากนิวเบอรี่พอร์ตมายังอาร์คแฮม ซึ่งญาติทางแม่ของผมอาศัยอยู่ ผมไม่มีรถยนต์ แต่เดินทางโดยรถไฟ รถขนส่ง และรถโดยสารประจำทาง โดยหาเส้นทางที่ประหยัดที่สุดเสมอ ที่นิวเบอรี่พอร์ต พวกเขาบอกผมว่า รถจักรไอน้ำเป็นเพียงวิธีเดียวที่จะพาไปที่อาร์คแฮมได้ และมีตั๋วจำหน่ายที่สำนักงานขายตั๋วของสถานีเท่านั้น เมื่อผมสงสัยกับค่าตั๋วที่ค่อนข้างสูงนั้น ผมจึงได้รู้จักกับอินสมัธ

เจ้าหน้าที่ร่างอ้วนท่าทางฉลาด จากคำพูดที่แสดงให้เห็นว่าไม่ใช่คนท้องถิ่น ดูเหมือนจะเห็นอกเห็นใจต่อข้อจำกัดทางการเงินของผม  ได้สอบถามว่า ไม่มีคนอื่นใดให้ข้อมูลบ้างเลยหรือ

"ผมว่านะ...คุณน่าจะขึ้นรถบัสคันเก่าได้"  เขากล่าวอย่างลังเล

"แต่อย่าคิดมากเกี่ยวกับแถวนี้นะ มันผ่านอินสมัธ-คุณอาจเคยได้ยินเกี่ยวกับมัน-และบางคนเขาก็ไม่ค่อยชอบ รถบัสดำเนินการโดยพวกอินสมัธที่ชื่อ โจ ซาเก้น แต่ผมเดาว่า รถสายนี้ไม่เคยรับผู้โดยสารจากที่นี่ หรือจากอาร์คแฮมนะ ผมไม่แน่ใจว่ามันยังวิ่งอยู่หรือเปล่า แต่ผมเห็นว่าค่าโดยสารมันราคาถูก แล้วผมก็ไม่เคยเห็นใครขึ้นเลย นอกจากพวกอินสมัธ มันจะออกจากจัตุรัส ด้านหน้าร้านขายยาของแฮมมอนด์ เวลาสิบโมงเช้าและเวลาทุ่มตรง นอกเสียจากว่า พวกเขาจะเปลี่ยนเวลาก่อนหน้านี้ ซึ่งรถบัสนั่น มันก็ดูเหมือนอะไรสักอย่างที่สั่นสะเทือนอย่างน่ากลัว ผมก็เลยไม่เคยอยากจะขึ้นไป"

นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมได้ยินเรื่องราวในเงื้อมเงาของอินสมัธ การกล่าวถึงเมืองใดที่ไม่แสดงบนแผนที่ปกติหรืออยู่ในหนังสือแนะนำเล่มล่าสุด ทำให้ผมรู้สึกสนใจ และลักษณะแปลกประหลาดของเจ้าหน้าที่ในการกล่าวถึงบางสิ่งที่น่าตระหนกเล็กๆ นั้นชวนให้อยากรู้อยากเห็น เมืองที่สามารถสร้างความรู้สึกไม่พึงพอใจให้แก่เพื่อนบ้านได้นั้น  ผมคิดว่าอย่างน้อยก็น่าจะไม่ธรรมดา และควรค่าที่นักท่องเที่ยวจะให้ความสนใจ ถ้าหากมันถึงก่อนอาร์กแฮม ผมจะลงรถที่นั่น ดังนั้น ผมจึงขอให้เจ้าหน้าที่ช่วยเล่าบางสิ่งเกี่ยวกับเมืองแห่งนั้น เขาดูตั้งใจมาก และพูดอย่างเต็มไปด้วยความรู้สึกมากกว่าปกติเล็กน้อย

"อินสมัธน่ะเหรอ? มันก็...เป็นเมืองแปลกๆ ที่อยู่ตอนล่างของปากทางเข้ามานูเซท เคยเกือบจะเป็นเมืองท่า ก่อนสงครามปี 1812 แต่ทั้งหมดก็กลายชิ้นๆ ในช่วงร้อยปีที่ผ่านมา ตอนนี้ก็ยังไม่มีทางรถไฟ บีแอนด์เอ็ม*ไม่เคยผ่านมา (*บริษัทค้าปลีกขนาดใหญ่ในสหรัฐ) และสาขาจากโรวลีย์ ก็ถูกยกเลิกไปเมื่อหลายปีก่อน

"ผมคิดว่า มีบ้านที่ว่างเปล่า มากกว่าบ้านที่มีคนอยู่ และไม่มีธุรกิจอะไรจะให้พูดถึงยกเว้นตกปลาและกุ้งล็อบสเตอร์ ทุกคนจะไปซื้อขายกันเป็นส่วนใหญ่ที่อาร์กแฮมหรืออิปสวิช เมื่อก่อนที่นั่นเคยมีโรงงานแค่ไม่กี่แห่ง แต่ตอนนี้ไม่เหลืออะไรแล้ว ยกเว้นโรงถลุงทองคำหนึ่งแห่งที่ไม่ค่อยเปิดทำการ

“โรงถลุงนั่นเคยเป็นกิจการที่ใหญ่นะ และตาแก่มาร์ชที่เป็นเจ้าของ ก็คงต้องรวยยังกับครีซัส*(กษัตริย์แห่งลิเดียเซอร์กา 560-546 ก่อนคริสตกาล เป็นที่รู้จักด้านความร่ำรวย) เจ้าเป็ดแก่ประหลาดนั่น ยังเกาะติดแน่นอยู่แต่ในบ้านตัวเอง มีคนว่า เขากำลังเป็นโรคผิวหนังบางชนิด หรือมีความผิดปกติทางด้านร่างกาย บางอย่าง ทำให้เขาต้องหลบจากสายตาผู้คน เขาเป็นหลานชายของกัปตันโอเบด มาร์ช ซึ่งเป็นผู้ก่อต้ังธุรกิจ แม่ของเขาดูเหมือนจะเป็นชาวต่างชาติจากเกาะทางใต้ ดังนั้น ทุกคนจึงส่งเสริม เมื่อเขาแต่งงานกับผู้หญิงจากอิปสวิชเมื่อห้าสิบปีก่อน ผู้คนในอินสมัธมักจะทำเช่นนั้น คนท้องถิ่นละแวกนี้พยายามจะปกปิดสายเลือดอินสมัธที่พวกเขามี แต่เท่าที่ผมเห็นจนถึงตอนนี้ ลูกๆ และหลานๆ ของมาร์ชก็ดูเหมือนคนอื่นๆ นะ ผมเคยสังเกต แถวนั้น ลองคิดดูสิ เด็กโตๆ แทบจะไม่มีเลย แล้วก็ยังไม่เคยเห็นคนแก่อีกด้วย

"แล้วทำไมทุกคนถึงมาลงที่อินสมัธ? คืองี้... พ่อหนุ่ม คุณต้องไม่เก็บเอาไปคิดมากเกินไปในสิ่งที่ผู้คนแถวนี้เขาพูดกัน พวกเขาเริ่มต้นได้ยาก แต่เมื่อพวกเขาเริ่มต้นแล้ว พวกเขาจะไม่ยอมแพ้ พวกเขายังคงเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับอินสมัธ ซึ่งส่วนใหญ่ก็กระซิบกระซาบกัน ในช่วงร้อยปีที่ผ่านมา ผมเดาว่างั้นนะ แล้วก็ผมก็จับได้ว่า พวกเขากลัวบางสิ่งยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด เรื่องราวบางอย่างอาจทำให้คุณหัวเราะ-มันเกี่ยวกับกัปตันมาร์ชในวัยชรา ซึ่งขับรถราคาถูกไปพร้อมกับปีศาจ และนำพวกอิมส์*(ปีศาจในนรกจำพวกหนึ่ง )ออกมาจากนรกเพื่อมาอาศัยอยู่ในอินสมัธ หรือเรื่องเกี่ยวกับการบูชาปีศาจ หรือพิธีกรรมน่ากลัวในสถานที่ใกล้กับท่าเรือ ที่ผู้คนเริ่มมาอาศัยอยู่ราวๆ ปี 1845 - แต่ผมมาจากแพนตัน เวอร์มอนท์ และเรื่องแบบนี้ ไม่ค่อยลงรอยกับผม

“คุณน่าจะได้ยินเรื่องที่คนเก่าแก่บางคน เล่าเกี่ยวกับแนวปะการังสีดำนอกชายฝั่ง ซึ่งพวกเขาเรียกมันว่า แนวปะการังปีศาจ ช่วงเวลาที่ดีคือตอนที่มันอยู่เหนือน้ำ และไม่ลงต่ำไปกว่านั้น แต่คุณก็ไม่สามารถเรียกมันว่าเกาะได้อย่างเต็มปากเต็มคำ เรื่องก็คือ มีปีศาจเป็นฝูงที่บางครั้งจะเห็นได้จากแนวปะการัง-เต็มพรืดไปหมด หรือบางครั้งก็พุ่งเข้าหา หรือออกมาจากถ้ำที่อยู่ใกล้ผิวน้ำ แนวปะการังนั่นขรุขระ ไม่สม่ำเสมอ ยาวออกไปตั้งไมล์ และในวันสุดท้ายที่เรือมาส่งของ พวกลูกเรือก็ต้องออกนอกเส้นทางไปไกล เพื่อหลีกเลี่ยงมัน

"มันเป็นอย่างนั้น พวกลูกเรือเลยไม่ชอบอินสมัธสักเท่าไร สิ่งหนึ่งที่พวกเขาไม่มีอย่างกัปตันมาร์ช คือบางครั้ง พวกเขาควรจะเทียบท่าในเวลากลางคืน ขณะที่กระแสน้ำขึ้นน้ำลงถูกต้อง เขาน่าจะทำ เพราะผมกล้าพูดว่า รูปแบบของหินเหล่านั้นมันน่าสนใจ และเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะมองหาสมบัติโจรสลัดและคิดว่าจะได้พบมัน แต่ก็ร่ำลือกันว่า เขาไปต่อรองกับพวกปีศาจที่ตรงนั้น ความจริงก็คือ ผมคาดว่าเรื่องทั้งหมดมาจากกัปตัน ที่สร้างชื่อเสียง ในทางลบให้กับแนวปะการัง

"มันเป็นช่วงก่อนโรคระบาดครั้งใหญ่ในปี 1846 ซึ่งผู้คนในอินสมัธกว่าครึ่งเมืองถูกพาตัวไป พวกเขาไม่เคยคิดเลยว่าปัญหาคืออะไร แต่อาจเป็นโรคต่างถิ่นที่มาจากประเทศจีนหรือมาจากการขนส่ง แน่นอนว่ามันยังไม่เลวร้ายเพียงพอ- ต่อมาก็มีการจราจล แล้วก็มีการกระทำทุกอย่างที่น่าหวาดผวา ซึ่งผมไม่อยากเชื่อเลยว่า พวกเขาจะเคยออกไปนอกเมือง -แล้วก็ทิ้งเมืองไว้ให้สภาพที่น่ากลัวอย่างนั้น แล้วก็ไม่เคยกลับมาอีกเลย-ตอนนี้มีคนสัก 300-400 คนที่อาศัยอยู่ที่นั่น

"แต่ความจริงที่อยู่เบื้องหลังความรู้สึกของชาวบ้านคืออคติต่อสายเลือด- และผมก็ไม่ได้พูดว่าผมจะตำหนิคนที่ยึดติดกับมัน ผมเกลียดคนที่อยู่อินสมัธด้วยเหตุผลของผมเอง และผมไม่เคยสนใจที่จะไปที่เมืองนั้น ผมคิดว่าคุณรู้นะ-เพราะผมคิดว่าคุณมาจากตะวันตกจากสำเนียงของคุณ- เรือจากนิวอิงแลน์ของเราส่วนใหญ่แล้วก็เกี่ยวข้องกับท่าเรือแปลกๆ ในแอฟริกา, เอเชีย,หรือทะเลใต้ แล้วก็ที่อื่นๆ ซึ่งบางครั้ง พวกเขาก็นำคนแปลกๆ กลับมาด้วย คุณอาจเคยได้ยินเรื่องของชายชาวเมืองซาเลมที่กลับบ้านพร้อมกับภรรยาชาวจีน และบางทีคุณก็รู้ว่ายังมีชาวฟิจิจำนวนหนึ่ง อาศัยอยู่รอบๆ เมืองเคปคอด

"นั่นแหละ ต้องมีบางอย่างทำนองนั้นอยู่เบื้องหลังผู้คนในอินสมัธ เมืองแห่งนี้ จะถูกตัดขาดจากแผ่นดินอย่างถาวร จากบึงและลำธาร  คือเราก็ไม่อาจแน่ใจในรายละเอียดของเรื่องพวกนี้ได้ แต่มันก็ค่อนข้างชัดเจนว่า กัปตันมาร์ชจะต้องนำคนแปลกๆ กลับมาบ้านด้วย เพราะเขาได้รับเรือสามลำเป็นค่าจ้าง ตอนที่เขากลับมาในช่วงกลางทศวรรษที่ยี่สิบถึงสามสิบ แน่นอนว่า ทุกวันนี้ก็มีคนแปลกหน้าอยู่ในอินสมัธ-ผมไม่รู้จะอธิบายอย่างไรดี  แต่พูดแล้วมันอาจจะทำให้คุณขนลุกก็ได้ คุณลองสังเกตุซาเก้นสักหน่อยก็ได้ ตอนคุณขึ้นรถบัส พวกเขาบางคน มีหัวที่แคบอย่างประหลาด จมูกก็แบนและใหญ่ ดวงตาดูระยิบระยับ และดูเหมือนจะไม่เคยหลับตา และผิวของเขาก็ดูไม่ปกติอย่างมาก ผิวหยาบกร้านและหย่อนยาน และด้านข้างคอดูแห้งเหี่ยวและยับย่นจนเป็นจีบ แม้จะยังไม่แก่มาก แต่ก็หัวล้าน ส่วนพวกที่มีอายุดูแย่กว่านั้น- ด้วยความสัตย์จริง ผมไม่เชื่อว่า ผมจะเคยเห็นคางที่ดูเหี่ยวยานได้ขนาดนั้นเลย ผมเดาว่า พวกเขาคงจะช็อคตายแน่ถ้าส่องกระจก ! สัตว์ก็ไม่ชอบพวกเขา-พวกเขาเคยมีปัญหาเกี่ยวกับการใช้งานม้าจำนวนมาก ก่อนที่จะมีเครื่องจักรใช้

“ ไม่มีใครที่อยู่แถวนี้หรือในอาร์กแฮม หรือในอิปสวิช ที่อยากจะยุ่งเกี่ยวกับพวกเขา แล้วพวกเขาก็ยังทำตัวน่ารังเกียจเมื่อมาถึงเมืองนี้ หรือเวลาที่มีใครพยายามจะไปตกปลาแถวนั้น มันประหลาดมั้ยล่ะ ที่พวกปลาจะอยู่แน่นขนัดที่อ่าวของอินสมัธ เมื่อไม่มีอะไรเข้าไปอยู่ใกล้ๆ - แต่ลองไปตกปลาที่นั่นด้วยตัวคุณเอง แล้วคุณจะรู้ว่า คนพวกนี้ ไล่คุณออกไปได้อย่างไร ! คนพวกนั้น เคยมาที่นี่ทางรถไฟ-เดินแล้วก็ขึ้นรถไฟจากโรวลี่ หลังจากสาขาที่นั่นถูกปิด -แต่ตอนนี้พวกเขาใช้รถบัสนั่น

"จริงสิ ที่อินสมัธก็มีโรงแรมนะ-ชื่อว่ากิลแมนเฮาส์-แต่ผมไม่เชื่อว่ามันจะดีเท่าไรนัก ผมไม่แนะนำให้คุณไปที่นั่นหรอก คุณพักที่นี่ดีกว่า และขึ้นรถเมล์สิบโมงเช้าวันพรุ่งนี้ จากนั้นคุณสามารถขึ้นรถบัส ตอนเย็นเพื่อจะไปอาร์กแฮมได้ตอนสองทุ่ม มีผู้ตรวจสอบโรงงาน มาพักที่กิลแมนเฮาส์เมื่อสองสามปีก่อน  จากนั้นเขาก็มีคำแนะนำที่ไม่พึงประสงค์มากมายเกี่ยวกับที่นั่น ดูเหมือนจะมีพวกคนแปลกๆ อยู่ที่นั่น เพราะเขาได้ยินเสียงในห้องอื่นๆ  -แต่พอคิดได้ว่า ห้องอื่นมันว่างเปล่านี่-มันเลยทำให้เขากลัวจนตัวสั่น เขาคิดว่า มันเป็นภาษาต่างประเทศ แต่เขาบอกว่า สิ่งที่น่ากลัวคือน้ำเสียงของบางสิ่งที่กำลังพูดอยู่ มันฟังดูแปลกประหลาดมาก-เขาเล่าว่ามันน่าสยดสยองอย่างบอกไม่ถูก-เขาไม่กล้า กระทั่งจะเปลี่ยนเสื้อผ้าและเข้านอน ได้แต่รอคอยและรีบออกไปทันทีที่พระอาทิตย์ขึ้น เพราะเสียงพูดคุยดำเนินไปตลอดทั้งคืน

 "ผู้ติดตามอีกคนที่ชื่อเคซี่ มีคำพูดมากมายเกี่ยวกับชาวอินสมัธที่คอยจ้องมองดูเขา และดูเหมือนจะระมัดระวังตัวมาก เขาพบว่า โรงถลุงทองคำของมาร์ชเป็นสถานที่แปลกประหลาด เพราะมันอยู่ภายใน โรงสีเก่าด้านล่างของน้ำตกมานูเซท สิ่งที่เขาพูด สอดคล้องกับสิ่งที่ผมได้ยินมา สมุดบัญชีสภาพย่ำแย่ และไม่มีรายการที่ชัดเจนในการจัดการใดๆ คุณรู้ไหมว่า มันเป็นเรื่องลึกลับอย่างหนึ่งมาตลอดว่า มาร์ชได้รับทองคำที่สกัดแล้วได้อย่างไร ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ค่อยได้ซื้ออะไรเลย แต่หลายปีที่ผ่านมา พวกเขากลับส่งก้อนโลหะจำนวนมากออกมาจากโรงถลุง

"เคยมีคนพูดถึงเครื่องประดับประหลาดจากต่างประเทศ ที่พวกลูกเรือและ ผู้ชายในโรงกลั่น นำมาวางขายในบางครั้ง ในราคาที่เขี้ยวมาก หรือบางครั้ง ก็ได้เห็นมันในพวกผู้หญิงที่ทำงานให้กับมาร์ช ผู้คนยินยอมให้กัปตันเฒ่าโอเบดแลกเปลี่ยนมัน ในท่าเรือของพวกนอกรีตบางแห่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นับแต่เขาสั่งลูกปัดแก้วและเครื่องประดับเล็กๆ น้อยๆ  ดังเช่นคนเดินเรือที่เคยค้าขายกับคนพื้นเมือง คนอื่นๆ ยังคงคิดว่า เขาได้พบกับสมบัติโบราณของพวกโจรสลัดที่แนวปะการังปีศาจ แต่ที่นี่ก็มีเรื่องตลกนะ กัปตันเฒ่าเสียชีวิตเมื่อหกสิบปีก่อน และไม่มีเรือขนาดใหญ่แล่นออกไปต้ังแต่สงครามกลางเมืองแล้ว แต่มาร์ชก็ยังคงซื้อของพื้นเมืองไม่กี่อย่างเหล่านี้ต่อไป- ซึ่งพวกเขาบอกผมว่า ส่วนใหญ่จะเป็นแก้วและยางที่ไม่มีประโยชน์อะไร บางที พวกอินสมัธน่าจะเป็นพวกที่ชอบมองตัวเอง-พระเป็นเจ้ารู้ดีว่าพวกเขา ไม่ได้เลวร้าย ดังเช่นพวกกินคนที่เกาะทะเลใต้หรือคนเถื่อนที่กินี

"ภัยพิบัติในปี 1946 ทำให้จำต้องดำเนินการกับคนเก่าคนแก่จำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ตอนนี้พวกเขาเป็นที่น่าสงสัย ทั้งมาร์ชและคนรวยอื่นๆ ที่นั่นก็แย่เหมือนกัน อย่างที่ผมบอกคุณ อาจจะมีคนมากกว่า 400 คนในเมือง  ในถนนทุกสายที่พวกเขาอาศัยอยู่ ผมคิดว่า พวกเขาเรียกว่า "ขยะสีขาว"อยู่ทางใต้ ซึ่งเป็นที่ผิดกฎหมายและเต็มไปด้วยคนเหลี่ยมจัด แล้วก็มีเรื่องปกปิดเต็มไปหมด พวกเขาจับปลากับล้อบสเตอร์ได้เป็นจำนวนมาก และส่งไปทางรถบรรทุก มันน่าแปลกที่ฝูงปลาอยู่แค่ตรงนั้น และไม่มีในที่อื่นเลย

 "ไม่มีเคยเคยตามตัวคนพวกนี้ได้เลย ทั้งเจ้าหน้าที่จากโรงเรียนรัฐและเจ้าหน้าที่ สำรวจสำมะโนประชากรต่างก็ปวดหัวมากในการทำงานนี้ พนันได้เลยว่า อินสมัธไม่ยินดีต้อนรับคนแปลกหน้าแน่ๆ  ผมเคยได้ยินเรื่องส่วนตัวเกี่ยวกับนักธุรกิจหรือคนของรัฐบาลบางคนที่หายตัว ไปที่นั่น และมีการพูดคุยกันอย่างไม่จริงจังนัก เกี่ยวกับคนที่คลุ้มคลั่งแล้วก็ถูกส่งตัวไปที่เดนเวอร์ พวกเขาต้องประนีประนอมเรื่องน่ากลัวที่เกิดขึ้นกับเพื่อนของคนที่หายตัวไปด้วย

“ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไม ผมถึงไม่ไปที่นั่นตอนกลางคืนถ้าผมเป็นคุณ ผมไม่เคยไปที่นั่นและไม่ต้องการไปด้วย แต่ผมคิดว่า การเดินทางในเวลากลางวัน จะทำให้คุณปลอดภัย ถึงแม้ว่าคนแถวนี้จะแนะนำคุณว่า อย่าไปเลยก็ตาม ถ้าคุณชอบเที่ยวชมสถานที่และมองหาของเก่า อินสมัธน่าจะเหมาะกับคุณ"

ดังนั้น ผมจึงใช้เวลาช่วงเย็นวันนั้นที่ห้องสมุดสาธารณะนิวเบอรี่พอร์ท  เพื่อค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับอินสมัธ เมื่อผมลองถามคนท้องที่ที่พบในร้านค้า,ห้องอาหารกลางวัน,โรงจอดรถ และ สถานีดับเพลิง ผมพบว่า พวกเขาเริ่มต้นเล่าเรื่องเกี่ยวกับอินสมัธได้ยากกว่าที่เจ้าหน้าที่ขายตั๋วได้บอกไว้ และตระหนักว่า ผมไม่สามารถใช้เวลา ในการเอาชนะการตอบโต้ตามสัญชาตญาณคร้ังแรกของพวกเขาได้ พวกเขามีความสงสัยที่คลุมเครือ ราวกับว่า มีบางสิ่งไม่สมควรสำหรับใครก็ตาม ที่ให้ความสนใจกับอินสมัธมากเกินไป

ที่ วายเอ็มซีเอ ซึ่งผมได้หยุดพัก เสมียนเกือบจะแสดงอาการท้อแท้ ต่อการที่ผมจะเดินทางไป และดูกลัดกลุ้มราวกับที่นั่นแสนจะเสื่อมโทรม และผู้คนในห้องสมุดก็แสดงท่าทีที่คล้ายกันมาก เห็นได้ชัดว่า ในสายตาของผู้มีการศึกษา อินสมัธเป็นเพียงกรณี ที่พูดเกินจริง จากความเสื่อมโทรมของคนในท้องถิ่น

ประวัติศาสตร์ของเอสเซกเคาท์ตี้ ในชั้นหนังสือของห้องสมุด มีกล่าวถึงเพียงเล็กน้อย ยกเว้นที่ว่า เมืองนี้ก่อตั้งขึ้นในปี 1643 บันทึกไว้ว่า เป็นที่ต่อเรือก่อนการปฏิวัติ*(หมายถึง สงครามกลางเมืองของสหรัฐฯ)  จึงเป็นฐานของความมั่งคั่งทางทะเลอันยิ่งใหญ่ในต้นศตวรรษที่สิบเก้า และต่อมา ศูนย์กลางของโรงงานเล็กๆ ก็ใช้มานูเซ็ทเป็นพลังงาน  แต่จากโรคระบาดและการจราจลในปี 1846 ผู้คนในเมืองกลับได้รับการรักษาอย่างไม่ทั่วถึง ราวกับว่า พวกเขาก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อประเทศ

การอ้างอิงถึงการปฏิเสธมีน้อยมาก แต่นัยสำคัญของการบันทึกไว้ในภายหลังนั้น ไม่ผิดพลาด หลังจากสงครามกลางเมือง ทุกคนที่ทำงานโรงงานก็ถูกจำกัดอยู่ที่บริษัทโรงกลั่นของมาร์ช และการตลาดของทองคำนั้น เป็นการค้าหลักที่เหลืออยู่เพียงอย่างเดียว นอกเหนือ จากการทำการประมงตลอดมาและตลอดไป การทำประมงนั้นมีค่าใช้จ่ายน้อยลงเรื่อยๆ ขณะที่ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคลดลง และบริษัทขนาดใหญ่เสนอราคาแข่งขัน แต่ก็ไม่เคยขาดแคลนปลารอบๆ อ่าวอินสมัธเลย ชาวต่างชาติไม่ค่อยมาตั้งรกรากที่นั่น และมีหลักฐานที่คลุมเครือบางอย่างว่า มีชาวโปแลนด์และโปรตุเกสจำนวนหนึ่งที่ลองมาอยู่ แล้วต้องกระจัดกระจายกันไป อย่างน่าแปลก

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือการอ้างอิงถึงเครื่องประดับซึ่งไม่เหมือนสิ่งใดๆ ในโลกนี้ ซึ่งเกี่ยวข้องกับอินสมัธ อย่างไม่น่าเชื่อ เห็นได้ชัดว่า ในแถบถิ่นชนบทนี้ มันน่าประทับใจมากอยู่ไม่น้อยเลย สำหรับการกล่าวถึงสิ่งที่นำมาแสดงในพิพิธภัณฑ์ของมหาวิทยาลัยมิสคาโทนิก ที่อาร์กแฮม และในห้องจัดแสดงประวัติศาสตร์ชุมชนของนิวเบอรี่พอร์ท คำอธิบายที่กระจัดกระจายของสิ่งเหล่านี้ ราบเรียบและจืดชืด แต่พวกเขาแนะนำผมว่า มันเหมือนคลื่นใต้น้ำที่ก่อกวนความรู้สึกอยู่เป็นนิจ  บางสิ่งเกี่ยวกับพวกเขาดูน่าพิศวงและเร้าใจจนผมไม่อาจสลัดทิ้งได้  ชั่วโมงต่อมาผมตัดสินใจจะไปยังสถานที่นั้น

บรรณารักษ์ได้จดโน้ตแนะนำตัวให้กับผม ได้ไปพบกับแอนนา ทิลตัน ซึ่งเป็นภัณฑารักษ์ของสมาคม ที่ทำงานของเธออยู่ใกล้ๆ นั้น  ผมจึงไปพบกับเธอ และหลังจากอธิบายอย่างสั้นๆ แล้ว สุภาพสตรีสูงวัย ก็เมตตานำผมไปยังอาคารที่ถูกปิดไว้ ขณะที่โมงยามยังไม่รุกรานเราจนเกินไป  ของสะสมเหล่านั้น ดูโดดเด่นทีเดียว แต่ในอารมณ์ปัจจุบัน ผมไม่มองสิ่งอื่นเลย ยกเว้น วัตถุแปลกประหลาดซึ่งเปล่งประกายใต้แสงไฟอยู่ในตู้มุมห้อง

มันมิใช่ความรู้สึกที่ไวเกินไป สำหรับความงามที่ทำให้ผมอ้าปากค้างด้วยความพิศวง เป็นความวิจิตรที่พิศดารราวกับเป็นของต่างดาว  อร่ามเมลืองแวววาวอยู่บนเบาะกำมะหยี่สีม่วง แม้ตอนนี้ ผมก็อธิบายสิ่งที่ผมเห็นได้ยากยิ่งนัก แม้ว่ามันจะเป็นรัดเกล้าชนิดหนึ่งอย่างแน่นอนตามที่มีการอธิบายไว้ มันมีด้านหน้าที่สูง และมีเส้นรอบวงที่กว้างและผิดปกติอย่างมาก ราวกับว่าได้รับการออกแบบมาสำหรับศรีษะที่เป็นวงรีจนเกือบจะเป็นรูปไข่ วัสดุนั้นดูเหมือนทองคำแต่ความเลื่อมเงาเบาบางนั้นกลับคล้ายโลหะผสมบางอย่างที่ไม่อาจรู้ได้ แต่ก็สวยงามไม่แพ้กันเลย  และยังเป็นโลหะที่แทบจะไม่อาจระบุชนิดได้อีกด้วย สภาพของมันเกือบจะสมบูรณ์แบบ ผมแน่ใจว่า ใครต่อใครต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงในการศึกษาการออกแบบที่โดดเด่นและเป็นปริศนาอย่างเหนือธรรมดานี้ -บางส่วนเป็นรูปทรงเรขาคณิตทั่วไป และบางส่วนมีความเป็นท้องทะเล -ดุนลายหรือขึ้นรูปนูนสูงบนผิวหน้าด้วยทักษะฝีมืออันเหลือเชื่อ

ยิ่งเพ่งมองมากเพียงใด สิ่งนั้นยิ่งดึงดูดให้หลงไหล และในความน่าหลงไหลนี้ก็มีองค์ประกอบที่รบกวนใจอย่างน่าอธิบายไม่ถูก ซึ่งยากจะจำแนกหรือพรรณาได้ แรกทีเดียว ผมตัดสินใจว่า มันเป็นงานศิลปะประหลาดที่มีคุณค่าระดับโลก ซึ่งทำให้ผมรู้สึกไม่สบายใจพิกล วัตถุศิลปะอื่นๆ ทั้งหมดที่ผมเคยเห็น ไม่ว่าจะเป็นของชาติพันธุ์หรือเป็นงานกระแสหลักระดับชาติ  หรืออื่นใด ที่เป็นสำนึกในการต่อต้านรูปแบบสมัยใหม่ หรือ กระแสอื่นๆ ที่เป็นที่รู้จักอยู่แล้ว แต่รัดเกล้านี้ ไม่ใช่เลย เห็นได้ชัดว่า มันได้ใช้เทคนิคที่ทำให้ดูบริบูรณ์อย่างไม่มีขีดจำกัด และสมบูรณ์แบบมาก แต่เทคนิคนี้ ห่างไกลจากทุกอย่างที่เคยรู้จักทั้งตะวันออกหรือตะวันตกสมัยโบราณ หรือสมัยใหม่ ดังที่ผมเคยได้ยินหรือเคยได้ฟังมาก่อนอย่างสุดขั้วทีเดียว มันเป็นเหมือนงานฝีมือที่มาจากดาวเคราะห์ดวงอื่น

อย่างไรก็ตาม ในไม่ช้า ผมก็เริ่มไม่สบายใจเป็นครั้งที่สอง และอาจมีศักยภาพพอๆ กัน  ในคำแนะนำด้วยภาพและคณิตศาสตร์ของการออกแบบที่แปลกประหลาดนี้ เพราะในบรรดาภาพนูนต่ำนูนสูงรอบรัดเกล้า เป็นภาพสัตว์ประหลาดที่น่าชิงชัง พึลึกกึกกือ และดูร้ายกาจ- ลักษณะครึ่งหนึ่งเป็นปลาและครึ่งหนึ่งเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ-ซึ่งไม่สามารถแยกออกจากความรู้สึกหลอกหลอนและความรู้สึกที่ไม่สบายใจของความทรงจำหลอกๆ ราวกับว่า พวกเขาเรียกภาพบางส่วนจากเซลล์และเนื้อเยื่อซึ่งมีหน้าที่เก็บรักษาความหวาดกลัวทั้งหมดนับแต่บรรพบุรุษของเราได้พบเจอเป็นครั้งแรก บางครั้ง ผมก็จินตนาการว่า ภาพครึ่งกบ-ครึ่งปลาทุกภาพที่ดูหมิ่นหยามความเชื่อทางศาสนาเหล่านี้  เต็มไปด้วยแก่นสารอันไร้ที่สิ้นสุดของความชั่วร้ายไร้มนุษยธรรมที่เราไม่รู้จัก

ตรงกันข้ามกับแง่มุมที่แปลกประหลาดของรัดเกล้าคือประวัติย่อ และข้อดีที่เกี่ยวข้องกับคุณทิลตัน มันถูกนำมาจำนำเพื่อเงินก้อนหนึ่ง ที่ร้านค้าในถนนกลางเมืองในปี 1873 โดยขี้เมาจากอินสมัธรายหนึ่ง และจากนั้นไม่นาน เขาก็ถูกฆ่าตายจากการทะเลาะวิวาท สมาคมได้รับมอบจากโรงรับจำนำโดยตรง ทันทีที่มันแสดงผลที่คุ้มค่าของคุณภาพของมัน มันถูกระบุว่า น่าจะมีที่มาจากอินเดียตะวันออกหรืออินโดจีน แม้จะมีลักษณะที่ไม่แน่นอนก็ตาม

คุณทิลตัน เปรียบเทียบสมมติฐานที่เป็นไปได้ทั้งหมดเกี่ยวกับที่มาและการปรากฏตัวของมัน ในนิวอิงแลนด์ ซึ่งมีแนวโน้มที่เชื่อได้ว่า มันเป็นส่วนหนึ่งของของสะสมแปลกใหม่ของโจรสลัด ที่ถูกค้นพบโดยกัปตันโอเบด มาร์ช สมมติฐานนี้ ไม่ได้เบาบางลงเลย เพราะได้มีข้อเสนอที่ยืนยันว่า ต้องการจะซื้อกลับในราคาสูง จากมาร์ช ทันทีที่พวกเขารู้ว่า มันอยู่ที่นี่ และพวกเขาก็ยังทำซ์้ำอีกหลายครั้ง จนกระทั่งถึงทุกวันนี้ แม้ว่าทางสมาคมยังคงมุ่งมั่นที่จะไม่ขายก็ตาม

 ในฐานะที่เป็นสุุภาพสตรีที่มีมารยาท เธอแจ้งให้ผมออกจากอาคารตามเวลาปิด ซึ่งเธอทำให้มันชัดเจนว่า ทฤษฎี โจรสลัดของกัปตันมาร์ชผู้โชคดีนั้นที่นิยมของผู้มีการศึกษาในแถบนี้ ทัศนคติของเธอต่อเงื้อมเงาของอินสมัธ-ซึ่งเธอไม่เคยเห็นมาก่อน-เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ ในชุมชนที่ไหลไปตามกระแสของวัฒนธรรม และเธอรับรองกับว่า ข่าวลือเกี่ยวกับการบูชาปีศาจนั้น มีเหตุผลบางส่วนจากลัทธิลับที่แปลกประหลาด ซึ่งมีอำนาจควบคุมที่นั่นและกลืนกินคริสตจักรออร์โธดอกซ์ทั้งหมด

ตามที่เธอกล่าว มันถูกเรียกว่า "มาลาลึกลับแห่งดากอน" และโดยไม่ต้องสงสัยเลยว่า มันเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับลัทธิความเชื่อ ที่นำเข้าจากตะวันออกเมื่อศตวรรษก่อน ในช่วงเวลาที่การทำประมงในอินสมัธกำลังตกต่ำ แต่แล้ว วิถีของการอยู่ในหมู่ผู้คนที่เรียบง่าย มีความเป็นธรรมชาติ ก็ได้กลายเป็นมุมมองใหม่สำหรับ การคืนกลับมาของวิถีการตกปลาอย่างรวดเร็วและยั่งยืน และในไม่ช้า มันก็กลายเป็นกระแสของทั้งเมือง  แทนที่องค์กรภราดรภาพ*(ฟรีเมสัน) โดยสิ้นเชิง และมีการตั้งสำนักงานใหญ่ ที่เมโซนิคฮอล ในนิวเชิร์ชกรีน  

สำหรับมิสทิลตันผู้ใจบุญ ทั้งหมดนี้ได้ก่อตัวขึ้นเป็นเหตุผลที่ยอดเยี่ยม เพื่อการหลีกเลี่ยงเมืองเก่าที่ทั้งเสื่อมและโทรม แต่สำหรับผม มันเป็นเพียงแรงจูงใจที่สดใหม่ ในความคาดหวังทางสถาปัตยกรรมและทางประวัติศาสตร์ ซึ่งตอนนี้ก็ได้เพิ่ม ความกระตือรือร้นทางมนุษยวิทยาเข้าไปด้วย และผมแทบจะนอนไม่หลับในห้องเล็กๆ ของผมที่  “ย” *(ชื่อโรงแรม)  เมื่อรัตติกาลเข้าห่มคลุม

**************************************


เอช.พี.เลิฟคราฟท์ (Howard Phillips Lovecraft 1890-1937)

นักเขียนอเมริกัน ผู้ได้ชื่อว่าเป็น “บิดาแห่งเรื่องสยองขวัญแห่งศตวรรษที่ 20” ผู้เป็นต้นธารแห่งแรงบันดาลใจในการสร้างเรื่องสยองขวัญมากมายตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา

"The Shadow Over Innsmouth" เรื่องสั้นขนาดยาก(มาก) เรื่องนี้ เป็นหนึ่งในเรื่องสั้นที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดเรื่องหนึ่งของเลิฟคราฟท์ เขาเขียนขึ้นในช่วง พย.-ธค. ของปี 1931ได้รับการตีพิมพ์ในปี 1936 และกลายเป็นเรื่องสยองขวัญคลาสสิคในเวลาต่อมา ด้วยความสมจริง มีรายละเอียดมาก และสร้างบรรยากาศกดดันได้อย่างมีชั้นเชิง เป็นจุดกำเนิดอย่างแท้จริงของคาแรกเตอร์ "มนุษย์ปลา" หรือ อสูรพรายทะเลทั้งปวง


ความพิเศษของเรื่องสั้นเรื่องนี้มีอีกอย่างหนึ่ง คือเป็นเรื่องสั้นเพียงเรื่องเดียวของเลิฟคราฟท์ ที่ได้มีการตีพิมพ์เป็นเล่มในช่วงที่เลิฟคราฟท์ยังมีชีวิตอยู่ โดยเป็นเรื่องเดียวโดดๆ ไม่รวมกับเรื่องของใคร หรือเรื่องอื่นใดของเขา

Shadow Over Innsmouth ฉบับพิมพ์ครั้งแรก


เนื่องจากความยาวของเรื่องสั้นเรื่องนี้ ผู้แปลจึงขออนุญาตแปลและอัพเป็นตอนๆ ตามที่ผู้เขียนได้แบ่งไว้แล้วคือ 5 ตอน สำหรับตอนนี้เป็นตอนที่ 1/5 และตอนต่อไปเป็นตอนที่ 2/5 ต่อไปเช่นนี้เรื่อยๆ ครับ

วันศุกร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2562

ดากอน


ดากอน
โดย เอช.พี.เลิฟคราฟท์

ผมเขียนบันทึกนี้ ภายใต้ความเครียดที่เห็นได้ชัด ซึ่งตั้งแต่คืนนี้เป็นต้นไป ผมน่าจะไม่มีอาการนี้อีกแล้ว ผมจนกรอบ และมาถึงที่สุดของการไม่มีเงินไปซื้อยา เนื่องเพราะความโดดเดี่ยวที่ทำให้ต้องจำทนนี้ ผมไม่อาจทนทรมานได้นานนัก และน่าจะเหวี่ยงตัวเองออกจากหน้าต่างห้องใต้หลังคาไปสู่ถนนซอมซ่อเบื้องล่าง อย่าได้คิดว่าการที่ผมเป็นทาสของมอร์ฟีนนั้น เป็นเพราะผมอ่อนแอหรือเลวทราม เมื่อคุณได้อ่านข้อเขียนอย่างลวกๆ เหล่านี้ คุณจะเข้าใจได้ เพราะความคิดที่ไม่อาจเป็นจริงโดยสมบูรณ์นั้น ผมจึงต้องลืมทุกสิ่งให้สิ้นหรือไม่ก็ตายไปเสีย

มันเป็นส่วนที่เปิดกว้างที่สุดและมีการเดินทางผ่านน้อยที่สุดในมหาสมุทรแปซิฟิก ขณะที่หีบห่อต่างๆ ที่ผมต้องควบคุมเรือสินค้าแทนเจ้าของนั้น ได้ตกเป็นเหยื่อการจู่โจมทางทะเลของพวกเยอรมัน สงครามครั้งใหญ่เพิ่งเริ่มต้นได้ไม่นาน และกองกำลังทางทะเลของเดอะฮุน*(คำเรียก ชนชาวนักรบพวกหนึ่งในยุโรปยุคโบราณ ในที่นี้หมายถึงทหารเยอรมัน) ยังไม่จมลงไปในความเสื่อมโทรม การยึดเรือของเราจะทำให้เขาได้รับการยกย่องเชิดชู ในขณะที่พวกเขาได้ปฏิบัติต่อเราด้วยความยุติธรรมและคำนึงถึงเราในฐานะนักโทษทางเรือ แน่นอนว่า แนวคิดเสรีนิยมนั้น เป็นระเบียบวินัยของผู้จับกุมเราจริงๆ แต่ห้าวันหลังจากเราถูกจับ ผมจัดการวางแผนหลบหนีโดยลำพัง ด้วยเรือเล็กที่มีน้ำและเสบียงที่เพียงพอ

ในที่สุดเมื่อผมได้พบว่า ตนเองลอยเคว้งอย่างอิสระแล้ว ผมก็เพียงแต่คิดเล็กน้อย เกี่ยวกับสิ่งรอบตัว เพราะไม่เคยเป็นนักเดินเรือผู้รอบรู้ ผมจึงทำได้เพียงคาดเดาอย่างคลุมเครือ จากพระอาทิตย์และดวงดาวว่า ผมน่าจะอยู่ทางตอนใต้ของเส้นศูนย์สูตร ส่วนเส้นแวงนั้น ผมไม่รู้เลย ทั้งยังไม่มีเกาะหรือชายฝั่งใดในสายตา สภาพอากาศปกติ และโดยไม่ได้นับวันนับคืน ผมจึงลอยไปอย่างไร้จุดหมายภายใต้ดวงอาทิตย์แผดจ้า เฝ้ารอให้มีเรือผ่านมา หรือรอให้คลื่นเหวี่ยงไปสู่ชายฝั่งที่มีคนอาศัยอยู่ แต่ไม่มีเรือสักลำ ไม่มีแผ่นดินใดปรากฎให้เห็นเลย แล้วผมก็เริ่มสิ้นหวังในความโดดเดี่ยว ยิ่งกว่าความว่างเปล่าที่ไม่อาจทำลายได้ของท้องทะเล

ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นขณะที่ผมหลับ โดยรายละเอียดนั้นผมไม่รู้ เพราะขณะที่ผมหลับนั้น ความทุกข์ใจและความฝันกำลังรบกวนอย่างต่อเนื่อง แต่ในที่สุดเมื่อผมตื่นขึ้น ผมพบว่าตัวเองจมอยู่ในเมือกสีดำสนิทดูชั่วร้ายที่แผ่ขยายล้อมรอบตัวผม เคลื่อนไหวเป็นระลอกคลื่นไกลสุดตา และเรือของผมสงบนิ่งอยู่บนพื้นที่ไกลออกไป

แม้บางคนจะจินตนาการว่า ความรู้สึกแรกของผมน่าจะเป็นความประหลาดใจต่อการเปลี่ยนแปลงของทิวทัศน์อย่างไม่คาดฝัน แต่ในความเป็นจริง ผมหวาดกลัวยิ่งกว่าที่จะประหลาดใจ เพราะสภาพของดินและอากาศที่เน่าเปื่อย ทำให้ผมเย็นไปถึงกลางหลัง พื้นที่บริเวณนั้น เน่าเฟะจากซากปลาที่กำลังเปื่อยยุ่ย และบางสิ่งที่อธิบายได้ยากซึ่งยื่นออกมาจากโคลนสกปรกในที่ราบซึ่งดูไร้ที่สิ้นสุดนี้ บางที ผมไม่ควรหวังว่าจะสื่ออย่างไรให้ใกล้เคียงกับคำว่าน่าขยะแขยงที่เกินจะกล่าวได้ แต่กลับสามารถพำนักอยู่ได้อย่างเงียบงันโดยสมบูรณ์ในความแห้งแล้งอย่างแผ่ไพศาลนี้

ทั้งไร้สรรพสำเนียงใด และไม่อาจแลเห็นสิ่งใดนอกจากเมือกดำที่กว้างใหญ่ แต่ความเงียบสงัดอย่างสมบูรณ์และความสอดคล้องของภูมิทัศน์ กดดันให้ผมหวาดสยองจนคลื่นเหียน

พระอาทิตย์แผดเผาคล้ายจะทำให้ร่างของผมไหม้เกรียมจากท้องฟ้าไร้เมฆอันโหดเหี้ยม และราวกับจะสะท้อนให้เห็นบึงสีดำทมึนใต้เท้าของผม เมื่อผมคลานไปยังเรือที่คว่ำ ผมก็รู้ว่ามีเพียงทฤษฎีเดียวเท่านั้นที่สามารถอธิบายสถานะของผมได้ คือเกิดการเปลี่ยนแปลงของภูเขาไฟอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทำให้ส่วนหนึ่งของพื้นสมุทรถูกโยนขึ้นมาเหนือพื้นน้ำ เผยให้เห็นภูมิภาคอสงไขยนับล้านปีซึ่งซ่อนตัวอยู่ใต้พื้นน้ำที่ลึกจนไม่อาจหยั่งถึง ผืนดินที่ยิ่งใหญ่ของขอบเขตดินแดนใหม่ได้ผุดขึ้นมาอยู่ใต้เท้าของผม ซึ่งผมไม่อาจตรวจพบเสียงที่แผ่วเบาที่สุดจากมหาสมุทรที่พลุ่งพล่านได้  มันเงียบเสียจนผมเริ่มเครียด ทั้งยังไม่พบสัตว์ปีกใดเหนือเหยื่อที่ตายแล้วเหล่านี้

เป็นเวลาหลายชั่วโมงที่ผมนั่งครุ่นคิดอยู่ในเรือซึ่งคว่ำอยู่ข้างๆ และให้ร่มเงาเล็กน้อยเมื่อดวงอาทิตย์เคลื่อนผ่านสรวงสวรรค์ เมื่อวันล่วงไป พื้นดินสูญเสียความหนืดและดูเหมือนว่าจะแห้งพอสำหรับเดินทางในระยะเวลาสั้นๆ คืนนั้น ผมนอนเพียงไม่กี่ชั่วโมง และในวันถัดไป ผมได้ห่ออาหารและน้ำ เตรียมการสำหรับการเดินไปบนพื้น  เพื่อค้นหาทะเลที่หายไปและความช่วยเหลือที่อาจจะเป็นไปได้

ในเช้าวันที่สาม ผมพบกับพื้นดินแห้งพอที่จะเดินได้สะดวก กลิ่นของปลาช่างน่ารังเกียจ แต่ผมกังวลมากเกินไปกับความชั่วร้ายเบาบางที่จิตใจได้สลักเสลาขึ้น และความมุ่งมั่นต่อจุดหมายที่ไม่รู้จัก ตลอดวัน ผมย่ำเท้าไม่หยุดหย่อนมุ่งสู่ตะวันตก โดยยึดเอาเนินทรงกลมที่อยู่ห่างออกไปเป็นเป้า ซึ่งสูงเด่นเหนือสิ่งอื่นใดในทะเลทรายอันกลอกกลิ้งนี้ ตกค่ำ ผมพักนอน และในวันต่อมา ยังคงมุ่งหน้าไปสู่เนินแห่งนั้น แม้ว่าวัตถุจะดูไม่ใกล้ไปกว่าตอนที่ผมมองเห็นมันในครั้งแรก

ในเย็นวันที่สี่ผมได้ไปถึงฐานของเนินซึ่งสูงกว่าที่มันปรากฏจากระยะไกลมาก หุบเขาแห่งนี้โผล่พ้นออกมาอย่างชัดเจน คล้ายถูกปลดปล่อยจากพื้นผิว แต่ก็เหนื่อยเกินกว่าจะปีนขึ้นไป ผมจึงหลับอยู่ใต้เงาของเนินเขา

ผมไม่รู้ว่าทำไมในคืนนั้น ผมจึงได้ฝันอะไรบ้าคลั่งนัก แต่ก่อนที่ดวงจันทร์ข้างขึ้นที่น่าขนลุกนั้นจะเคลื่อนคล้อย  และลอยสูงเหนือที่ราบด้านทิศตะวันออก ผมก็ตื่นขึ้นในอากาศเย็นเยียบ และตั้งใจที่จะไม่หลับอีก ทัศนียภาพที่ผมเคยผ่านมาก่อนเช่นนี้ ช่างเกินกว่าที่ผมจะทนได้อีกครั้ง แล้วในแสงสว่างของดวงจันทร์ ผมก็มองเห็นความโง่ของตัวเองจากเดินทางในแต่ละวันที่ผ่านมา เพราะถ้าปราศจากแสงแผดจ้าของดวงตะวัน การเดินทางของผมคงจะใช้พลังน้อยกว่านี้ เมื่อพระอาทิตย์ตกดิน อุปสรรคที่เคยมีก็หมดไป ผมรู้สึกว่าผมสามารถปีนขึ้นเขาได้  เมื่อยกสัมภาระขึ้นมา ก็เริ่มรู้สึกว่ามันยอดเยี่ยมเพียงใด

กล่าวได้ว่า ความซ้ำซากจำเจของที่ราบอันกลิ้งกลอกนี่เป็นภูมิทัศน์สยองขวัญที่แสนคลุมเครือสำหรับผม  แต่ผมคิดว่าความหวาดผวาของผม ยิ่งเพิ่มขึ้นไปอีกเมื่อเข้าใกล้เนินดินและมองลงไปอีกด้านหนึ่งของหลุม หรือหุบเหวที่ไม่อาจวัดได้ ผมรู้สึกว่าตัวเองยืนอยู่บนขอบของโลก และมองผ่านขอบเข้าไปในความโกลาหลไม่หยุดหย่อนของค่ำคืนอันเป็นนิรันดร์

จากความหวาดหวั่นที่เพิ่มขึ้นอย่างแปลกประหลาด ทำให้ผมระลึกถึงสรวงสวรรค์ที่หายไป และจากการที่ซาตานผู้น่าหวาดกลัวได้ปีนขึ้นมาสู่ดินแดนแห่งความมืดที่ไร้สีสัน

เมื่อดวงจันทร์ไต่ขึ้นสูงสู่ท้องฟ้า ผมเริ่มมองเห็นว่าส่วนที่สูงชันของหุบเขานั้น  ไม่ได้ตั้งฉากดังที่ผมจินตนาการไว้ ตะพักและแง่งหินช่วยให้การใช้เท้าเหยียบยันง่ายขึ้น และหลังจากไม่กี่ร้อยฟุตผ่านไป ความลาดชันก็ค่อยๆ ลดลงทีละน้อย ด้วยการเร่งเร้าจากแรงกระตุ้นบางอย่างที่ผมไม่อาจวิเคราะห์ได้อย่างชัดเจน  ผมปีนป่ายอย่างยากลำบากไปบนก้อนหินและยืนอยู่เหนือเนินที่ลาดชันน้อยกว่าเบื้องล่าง มองเข้าไปยังหุบลึกอันมืดหม่นน่าหดหู่ซึ่งแสงไม่อาจส่องผ่าน

ความสนใจทั้งหมดของผม ถูกยึดกุมไว้โดยวัตถุที่กว้างใหญ่และแปลกประหลาดบนทางลาดฝั่งตรงข้าม ซึ่งค่อยๆ สูงลิ่วขึ้นถึงหนึ่งร้อยหลาต่อหน้าผม วัตถุนั้นสุกปลั่งเรืองเรื่อ ในแสงจันทร์ที่กำลังถักทอครอบฟ้า ในไม่ช้า ผมก็มั่นใจในตัวเองว่า มันเป็นเพียงก้อนหินขนาดมหึมา แต่ผมกลับรู้สึกถึงแรงกดดันที่แตกต่าง ด้วยรูปร่างและตำแหน่งของมัน ไม่ได้เป็นผลงานของธรรมชาติอย่างสิ้นเชิง จากการตรวจสอบอย่างละเอียด ทำให้ผมไม่อาจปลงใจได้ เพราะแม้จะมีขนาดมหึมา และตั้งอยู่ในหุบเหวก้นทะเลที่ลึกเสียจนไม่อาจหยั่งตั้งแต่โลกยังเป็นทารก ผมรับรู้โดยไม่ต้องสงสัยเลยว่า วัตถุแปลกประหลาดซึ่งเป็นก้อนหินมหึมามีรูปทรงนี้ น่าจะเกิดจากกลุ่มคนที่รู้วิธีที่จะสร้างมันขึ้น และบางทีพวกเขาก็บูชาสิ่งมีชีวิตที่มีความนึกคิด

มันทั้งน่างุนงงและน่าหวาดหวั่น แต่แน่นอนว่าปราศจากความตื่นเต้นยินดีจากนักวิทยาศาสตร์ หรือนักโบราณคดีคนไหน ผมตรวจสอบสภาพแวดล้อมอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น ตอนนี้ดวงจันทร์อยู่ใกล้กับจุดสูงสุด กำลังส่องสว่างอย่างประหลาดและแผ่ขยายเต็มตาเหนือ ยอดสูงตระหง่านที่เรียงรายเหนือหุบเหว ทั้งยังเปิดเผยความจริงว่า มีสายน้ำไหลอยู่เบื้องล่าง  ซึ่งมองดูคดเคี้ยวไปทุกทิศทุกทาง และเกือบจะซัดสาดเท้าของผมขณะที่ยืนอยู่บนทางลาด

ข้ามหุบเขาไป เกลียวคลื่นได้ขัดล้างฐานของหินสลักมหึมา ซึ่งผมสามารถมองเห็นร่องรอยจารึก บนพื้นผิวและลักษณะของประติมากรรมอันดิบหยาบนี้ การเขียนดูเป็นระบบคล้ายอักษรอียิปต์โบราณที่ผมไม่รู้จัก และไม่เหมือนอะไรเลยที่ผมเคยอ่านจากหนังสือ ส่วนใหญ่มันประกอบขึ้นด้วยสัญลักษณ์ทางน้ำแบบดั้งเดิม เช่น ปลา,ปลาไหล,หมึกยักษ์,กุ้ง,หอย ,วาฬ และอื่นๆ ซึ่งเห็นได้ชัดว่า สัญลักษณ์หลายตัวเป็นตัวแทนของสิ่งมีชีวิตทางทะเล ที่ไม่เป็นที่รู้จักในโลกสมัยใหม่ แต่พวกมันกลับถูกย่อยสลาย ตามที่ผมได้สังเกตุบนพื้นที่ราบที่ผ่านมา

มันเป็นเพียงภาพแกะสลักเท่านั้น แต่กระนั้น กลับทำให้ผมตะลึงงัน ขนาดมหึมาของมันสามารถมองเห็นได้ชัดเจนจากทั่วผืนน้ำ มันเป็นกลุ่มภาพนูนต่ำ  ซึ่งผู้คนที่ได้พบเห็นจะต้องตื่นเต้นราวกับได้พบทองคำ ผมคิดว่า สิ่งเหล่านี้กำลังบรรยายถึงมนุษย์ - อย่างน้อยที่สุด ก็มนุษย์บางประเภท แม้ว่า  สิ่งมีชีวิตเหล่านั้นจะมีท่าทางคล้ายปลาในถ้ำบางชนิด หรือแสดงท่าทางบูชาเสาหิน ซึ่ง ดูเหมือนจะอยู่ใต้คลื่นเช่นกัน จากใบหน้าและรูปลักษณ์นั้น ผมไม่กล้ากล่าวอย่างละเอียด เพราะจดจำได้เพียงสิ่งเดียวที่ทำให้ผมวิงเวียน มันเป็นสิ่งที่พิศดารเกินจินตนาการของโพ* หรือ บัลเวอ* (เอ็ดการ์ อลัน โพ และ เอ็ดเวิร์ด บัลเวอร์ ลิททัน  นักเขียนแนวเหนือธรรมชาติ) พวกเขาดูเหมือนมนุษย์ที่ต้องคำสาป ที่มีมือและเท้าที่เป็นผังผืด มีริมฝีปากที่อ้ากว้างอย่างน่าตกใจ มีดวงตาที่ปูดโปนและใสเหมือนแก้ว และลักษณะอื่นๆ ที่ไม่น่าจดจำเลย เมื่อพิจารณานานพอ ดูเหมือนว่าพวกเขาจะสลักภาพที่ไม่ค่อยจะถูกต้องนักเมื่อเปรียบเทียบกับพื้นหลัง เพราะมีสิ่งมีชีวิตตัวหนึ่งได้แสดงท่าทางในการฆ่าวาฬ แต่วาฬนั้นกลับมีขนาดใหญ่กว่าเขาเพียงเล็กน้อย ผมตั้งข้อสังเกตุ ดังเช่นที่ผมพูดถึงความแปลกประหลาดต่างๆ และขนาดที่ผิดพลาดนั้น

แต่ในขณะหนึ่งก็ตัดสินใจว่า พวกเขาน่าจะเป็นเพียงแค่เทพเจ้าในจินตนาการของชาวประมงในยุคโบราณหรือเผ่ายิปซีทะเลเร่ร่อน บางเผ่า ซึ่งลูกหลานคนสุดท้ายได้ตายไปในยุคก่อนที่บรรพบุรุษคนแรกของมนุษย์พิลท์ดาว หรือมนุษย์ นีแอนเดอธัลจะถือกำเนิดขึ้น

ในความตกประหม่าจากการเหลือบมองโดยไม่ตั้งใจในอดีตที่ผ่านพ้น เหนือความคิดของนักมานุษยวิทยาที่กล้าหาญที่สุด ผมยืนนิ่งอยู่กับที่ในขณะที่ดวงจันทร์ทอดเงาสะท้อนผ่านช่องว่างเงียบงันเบื้องหน้าผม

ทันใดนั้นเอง ผมก็ได้เห็นมัน ผืนน้ำปั่นป่วนเล็กน้อยเป็นสัญญาณว่าบางสิ่งกำลังจะผุดขึ้นเหนือน้ำ แล้วสิ่งหนึ่งก็โผล่ขึ้นมาเหนือผืนน้ำมืดสนิท มันใหญ่โตมโหฬารราวกับโพลีเฟมัส*(ยักษ์ตาเดียวในมหากาพย์ยูลิซิส) และน่าเกลียดเหลือประมาณ มันพุ่งตัวราวกับสัตว์ประหลาดแห่งฝันร้ายไปเกาะยังแท่งเสาหิน ซึ่งมันได้เหวี่ยงแขนมหึมาของมันโอบรอบ พร้อมกับก้มศรีษะน่าเกลียดอันใหญ่โตนั้น แล้วเปล่งเสียงออกมาเป็นเป็นช่วงๆ ผมคิดว่า ผมกำลังจะเป็นบ้าแล้ว

จากการวิ่งไปตามทางชันของเนินและหุบอย่างเกือบจะคลุ้มคลั่ง และการเดินด้วยเท้าอย่างน่าเบื่อกลับไปที่เรือที่เกยตื้น ผมจำสิ่งเหล่านี้ได้เพียงเล็กน้อย ผมเชื่อว่า ผมเคยร้องเพลงมามาก จึงต้องหัวเราะอย่างประหลาดเมื่อไม่สามารถร้องเพลงอะไรได้ ผมจำได้ไม่ชัดเจนนัก เกี่ยวกับพายุใหญ่หลังจากผมไปถึงเรือ แต่ผมรู้ได้จากการได้ยินเสียงฟ้าร้อง และเสียงจากธรรมชาติอื่นๆ ว่าอารมณ์ของท้องฟ้ากำลังปั่นป่วน

เมื่อผมออกมาพ้นเงามืด ผมมาอยู่ในโรงพยาบาลที่ซานฟรานซิสโก โดยกัปตันเรือของสหรัฐฯ คนหนึ่งซึ่งได้ ช่วยผมไว้ขณะล่องเรืออยู่กลางมหาสมุทร

ในขณะเพ้อคลั่ง ผมพูดหลายสิ่งออกไป แต่พบว่าคำพูดเหล่านั้น ได้รับความสนใจเพียงเล็กน้อย ในภาวะสงครามอันวุ่นวายในมหาสมุทรแปซิฟค ผู้ช่วยเหลือผมไว้ไม่รู้อะไรมากนัก และผมก็ไม่เห็นว่า จำเป็นต้องยืนยันในสิ่งที่ผมเองก็รู้ว่า พวกเขาไม่มีวันเชื่อ

เมื่อผมได้พับกับนักชาติพันธุ์วิทยาที่มีชื่อเสียง ผมทำให้เขาประหลาดใจในคำถามแปลกๆ เกี่ยวกับ ตำนานฟิลิสเตียโบราณของ "ดากอน" เทพเจ้าผู้มีรูปลักษณ์คล้ายปลา แต่ในไม่ช้าก็รับรู้ว่าเขาเฉยชิน อย่างน่าสิ้นหวัง ซึ่งผมก็ไม่ได้ถามย้ำแต่อย่างใด

มันเป็นเวลากลางคืน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อดวงจันทร์นั้นเป็นข้างขึ้น ดังเช่นที่ผมได้เห็นสิ่งนั้น ผมลองใช้มอร์ฟีน แต่ยานี้ให้ผลแค่ชั่วครู่ แล้วก็ดึงผมกลับเข้าไปในเงื้อมมือของมันในฐานะทาสที่สิ้นหวัง ดังนั้น ในเวลานี้ ผมจะจบทุกสิ่ง โดยเขียนเรื่องราวทั้งหมด เพื่อให้ผู้อ่านได้ดูแคลนกันอย่างสนุกปาก บ่อยครั้ง ที่ผมถามตัวเองว่า เป็นไปได้หรือไม่ ว่าทั้งหมดนั้นเป็นเพียงความฝัน-เป็นเพียงความเพ้อคลั่ง ในขณะที่ผมนอนถูกแดดเผาอยู่ในเรือหลังจากหนีมาจากพวกเยอรมันได้ แม้ผมจะถามตัวเองมากเพียงใด แต่ก็ไม่เคยมีภาพจำอันสดใสงามสง่าใดๆ จะมาตอบผมได้เลย

ผมไม่สามารถคิดถึงทะเลลึกได้ โดยไม่สั่นไหวต่อสิ่งที่ไม่อาจระบุชื่อนั้น ซึ่งในเวลานี้ มันอาจกำลังคืบคลานและป่ายปีนอยู่บนเสา สวดบูชาแท่งหินโบราณศักดิ์สิทธิ์ และแกะสลักสิ่งน่าชิงชังคล้ายคลึงกัน ลงบนเสาหินที่เปียกลื่นซึ่งผุดขึ้นเหนือน้ำนั้น

ผมฝันถึงวันหนึ่ง เมื่อพวกเขาสามารถขึ้นไปเหนือเกลียวคลื่น เพื่อลากเหยื่อที่กระจ้อยร้อยด้วยกรงเล็บ เหล่ามนุษยชาติที่เหนื่อยล้าจากสงคราม - วันหนึ่งแผ่นดินจะจมลง และพื้นสมุทรที่มืดมิดก็จะลอยขึ้นมา ท่ามกลางภูติผีอันหลากล้น

จุดจบใกล้เข้ามาแล้ว
ผมได้ยินเสียงดังที่ประตู คล้ายร่างกายที่ลื่นไถลกระทบกับพื้น
มันไม่ควรจะหาผมเจอ
พระเจ้า มือนั่น !
ที่หน้าต่าง ! ที่หน้าต่าง !


**************


เอช.พี.เลิฟคราฟท์ (Howard Phillips Lovecraft 1890-1937) 
นักเขียนอเมริกัน ผู้ได้ชื่อว่าเป็น “บิดาแห่งเรื่องสยองขวัญแห่งศตวรรษที่ 20” ผู้เป็นต้นธารแห่งเรื่องสยองขวัญมากมายที่หลายคนอาจไม่เคยรู้ว่ามีต้นกำเนิดมาจากเขา ดังเช่น “ดากอน” เรื่องสั้นเรื่องนี้ ซึ่งได้รับการตีพิมพ์เมื่อปี 1968 (พ.ศ.2511) คือร่างแรกๆ ของอสูรพรายทะเล ดังเช่นที่เรารู้จักในทุกวันนี้(ก่อนที่จะปรากฎชัดเจนใน the shadow over innsmouth เรื่องสั้นที่เป็นที่รู้จักอีกเรื่องหนึ่งของเขา) งานเขียนของเลิฟคราฟท์ที่ได้รับการตีพิมพ์ส่วนใหญ่เป็นเรื่องสั้น และทุกๆ เรื่องมักจะมีความเกี่ยวโยงกับเรื่องอื่นๆ ที่เขาเขียน แสดงให้เห็นความพยายามของเขาในการ “สร้างจักรวาลเรื่องสยองขวัญ”ของตนเองขึ้น ซึ่งถ้าหากมันหยุดอยู่เพียงเท่านี้ เขาก็คงเป็นเพียงนักเขียนเรื่องสยองขวัญทั่วไป แต่ที่เหนือไปกว่านั้นคือ เขาสนับสนุนให้นักเขียนคนอื่นๆ หยิบยืมตัวละคร บรรยากาศ หรือ องค์ประกอบอื่นๆ ที่เขาสร้างไว้ เอาไปเติมแต่งหรือดัดแปลงในงานเขียนของตนเองได้ตามใจชอบ กลายเป็น common media (งานสร้างสรรค์ไม่มีลิขสิทธิ์) ที่มาก่อนกาล

ชีวิตของเลิฟคราฟท์ เต็มไปด้วยความยากลำบาก แม้จะมีชื่อเสียงในระดับหนึ่ง แต่เขากลับมีรายได้จากงานเขียนไม่มากพอดำรงชีพ ต้องแยกกันอยู่กับภรรยา ซึ่งสุดท้ายก็ต้องหย่าร้าง เขาเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งลำไส้เล็ก ขณะอายุได้ 47 ปี

หลังจากเลิฟคราฟท์เสียชีวิตไปแล้ว งานของเขายังคงแพร่หลายออกไปในหมู่ผู้ชอบเรื่องราวสยองขวัญ กลายเป็นแรงบันดาลใจให้แก่คนรุ่นหลังทั้งนักเขียน ผู้กำกับภาพยนตร์ ผู้ประพันธ์เพลง ผู้สร้างเกม ฯลฯ มายาวนานกว่าค่อนศตวรรษ และดูเหมือนว่า ผู้คนในยุคต้นศตวรรษที่ 21 นี้ จะรู้จักเขามากขึ้นจากเกมคอมพิวเตอร์ ซึ่งสามารถถ่ายทอดบรรยากาศสยองขวัญสมจริงและเรื่องเหนือธรรมชาติ ได้เหนือกว่าสื่อประเภทอื่นๆ

ผู้แปล ตั้งใจจะแปลงานของเลิฟคราฟท์ไปเรื่อยๆ เท่าที่ความขยันจะเอื้ออำนวย เพราะเชื่อว่า การได้อ่านงานที่เป็นต้นธารแห่ง cosmic horror เช่นนี้นี่เอง เป็นทั้งข้อมูลสำคัญต่อการเสพงานในตระกูล mythos อื่นๆ ต่อไป และยังเป็นแรงบันดาลใจอันสำคัญยิ่งต่อการสร้างสรรค์งานอื่นๆ สำหรับทุกท่านในอนาคต

ผู้ก่อโศกนาฏกรรม





ผู้ก่อโศกนาฏกรรม

(แปลจาก Lacrimosa โดย Silvia Moreno-Garcia)



ผู้หญิงรูปร่างเหมือนเนินดินสกปรกคลุมด้วยผ้าขี้ริ้ว ดันรถเข็นช็อปปิ้ง ดูคล้ายก้อนที่เคลื่อนไหวต่อเนื่องไปข้างหน้าอย่างช้าๆ เหมือนถูกลากโดยคลื่นที่มองไม่เห็น ผมยาวเป็นมันซ่อนใบหน้าของเธอไว้

แต่ราม่อนรู้สึกว่าเธอกำลังจ้องหน้าเขา

เขามองไปข้างหน้า สิ่งที่ดี่สุดที่จะทำได้กับกลุ่มคนไร้บ้านที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วแวนคูเวอร์คือปฏิเสธพวกเขาเสีย เอาถ้วยให้พวกเขา แล้วก็ใส่เศษเหรียญให้ด้วย สำหรับเหลือบสังคมพวกนี้

"คุณเห็นลูกฉันบ้างมั้ย?" หญิงชราถาม

เสียงของเธอ เหมือนกระดาษทรายระคายหู ทำให้เขาสั่นระรัว หัวใจของเขาถูกกระแทกราวกับมีใครบางคนแทงมันด้วยเข็ม เขาเดินต่อไปแต่เร็วขึ้นกว่าเดิม มันยังอยู่ในความรู้สึกจนกระทั่งเขาเปิดตู้เย็น และยกนมขึ้นดื่ม เขาจึงระลึกได้ว่า ทำไมถ้อยคำของหญิงชราจึงทำให้เขาสลดใจ

เพราะเธอทำให้เขาคิดถึง ลอโรน่า

เขาไม่ได้คิดอะไรเกี่ยวกับเธอมาเป็นปีๆ แล้ว ไม่ตั้งแต่เขายังเป็นเด็กชายที่อาศัยอยู่ที่พอเทโร่

ทุกคนในเมืองจะรู้เรื่องของลอโรน่า เรื่่องที่เล่ากันทั่วไปก็คือ เธอได้กดคอลูกของตัวเองในแม่น้ำและหลังจากนั้นก็เดินท่องไปทั่วเมือง ค้นหาเขาในเวลากลางคืน เสียงร้องไห้ที่น่าสงสารของเธอเป็นสัญญาณเตือนและลางบอกเหตุ

คามิโล น้าชายคนโตของรามอน สาบานกับหลุมศพยายของรามอนว่า เขาได้พบกับผีของเธอตอนขับมอเตอร์ไซค์กลับบ้านในคืนหนึ่ง มันเป็นฤดูฝน ขณะที่แม่น้ำกำลังเชี่ยวกราก และคามิโลจำเป็นต้องไปใช้ถนนสายรองที่ไม่คุ้นเคย

เขาเห็นผู้หญิงในชุดขาวกำลังโค้งตัวอยู่เหนือต้นกระบองเพชรที่อยู่ข้างทางถนนสายเปลี่ยวเส้นนั้น ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยหนามจากผลกระบองเพชรและเธอกัดมันอย่างป่าเถื่อน เธอหันกลับมาแล้วยิ้มให้ เลือดหยดออกมาจากปากที่เปิดออก แล้วเปลี่ยนเธอกลายเป็นสีขาว

มันเป็นเรื่องเล่าที่ชาวบ้านกระซิบกันไปทั่วพอเทโร่ มันโคตรจะไร้สาระ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาจากปากของคนขี้เมาอย่างคามิโล แต่มันคือบางสิ่งที่เหมือนระเบิดสำหรับเด็กชายอายุแปดขวบที่เอาแต่นอนดึกเพื่อดูหนังสยองขวัญในทีวีขาวดำที่ต่อแบตเตอรี่

อย่างไรก็ตาม เมื่อคิดถึงเรื่องของลอโรน่าขณะอยู่บนรถไฟฟ้าใจกลางเมือง และร้านรับจำนำ มันดูช่างไร้สาระ ราม่อนไม่เคยเอาเรื่องผีๆ ใส่กระเป่าไปด้วย และพอเทโร่กับลอโรน่า ก็อยู่ห่างไกลจากที่นี่มาก

• • • •

เขามองหญิงไร้บ้านนั่งอยู่ใต้ชายคาแคบๆ ที่กันเธอจากสายฝน

เธอร้องไห้และกอดถุงพลาสติกไว้ราวกับทารกแรกเกิด

"คุณเห็นลูกฉันบ้างมั้ย?" เธอถาม เมื่อเขาวิ่งจากไป กำร่มไว้ในมือแน่น

ใกล้กับชายที่นอนหลับอยู่หน้าร้านค้าที่ทิ้งร้าง หมาแก่ที่น่าเกลียดนอนขดตัวอยู่ข้างเขา ชายไร้บ้านใจกลางเมือง เหลือบมองราม่อนจากเงาของเขา เมื่อเขาก้าวข้ามก้นบุหรี่เก่าๆ

พวกเขาบอกว่า นี่เป็นย่านใหม่ที่กำลังเติบโต แต่ในแต่ละวันราม่อนมองเห็นแต่ขอทานใหม่ๆ ที่ยื่นถ้วยกระดาษขึ้นเหนือใบหน้า

มันช่างน่าอดสู

นี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำไมเขาจึงไปจากเม็กซิโก เขาหนีออกจากความทุกข์ยากเน่าเหม็นในวัยเด็ก และจากห้องเล็กๆ ที่มีทีวีขาวดำที่เขาต้องนอนร่วมกับลูกพี่ลูกน้อง

หลังบ้านของเขาเต็มไปด้วยลูกกระบองเพชรและพื้นที่ว่างเปล่า ไม่มีถนน และไม่มีสิ่งก่อสร้างใดๆ มีแต่ความแห้งแล้ง ไม่มีอะไรถูกกลืนกินภายใต้ขอบฟ้าสีม่วง มันง่ายที่จะเชื่อว่าลอโรน่าท่องไปทั่วแถบนี้

แต่ไม่ใช่ในแวนคูเวอร์ซึ่งสดใหม่และแวววาว มีลาเต้ฟองนมและคอนโดมิเนียมเล็กๆ อยู่ทั่วไป

• • • •

หมากำลังหอน พวกมันกลัวเขา ในป่า สัตว์จรจัดกำลังตระเวนไปทั่่วหลังบ้านในคืนนี้ น้าชายของเขาบอกเขาว่า หมาหอนเมื่อพวกมันเห็นลอโรล่า ราม่อนวิ่งไปที่ห้องของเด็กผู้หญิงและซ่อนอยู่บนเตียงนอนของแม่ ผวากับเสียงต่างๆ จนกระทั่งแม่ต้องกอดเขาไว้จนกระทั่งเขาหลับไป

แต่เมื่อเขาตื่นขึ้น ราม่อนอยู่ในอพาร์ทเมนต์ของเขา และมันเป็นเพียงเสียงเห่าจากหมาโดเบอร์แมนของเพื่อนบ้านเท่านั้น

เขาพลิกตัวไปที่กลางเตียง จ้องมองเพดานห้อง

• • • •

ราม่อนมองเห็นหญิงชราในสัปดาห์ถัดมา เธอกำลังนั่งกอดเข่า

"ลูกของฉัน" เธอเอ่ยขึ้น ผ่านผมสีเทาสกปรกที่ปิดบังใบหน้าของเธอ "ลูกของฉันอยู่ที่ไหน?"

ความเพ้อคลั่งของเธอช่างน่าสะอิดสะเอียน สายตาที่น่าขยะแขยงลุกลามเหมือนเชื้อโรคและคุกคามทางเดินของเขา ก็เหมือนกับคนไร้บ้านที่มีเกลื่อนแถวนี้ เช่น ผู้ชายที่อยู่ด้านหน้าร้านขายยาที่ถามเขาตลอดเพื่อขอแลกอะไรบางอย่าง แม้จะรู้ว่าราม่อนไม่เคยให้อะไรเขาเลย , หรือผู้ชายผิวตะปุ่มตะป่ำใต้ผ้าห่มผืนเก่าที่หลับอยู่ตลอดเวลาใต้ชายคาของร้านเบอร์เกอร์

เมืองแห่งนี้กำลังจะกลายเป็นท่อน้ำโสโครก แน่ล่ะ ว่ามันดูสวยจากระยะไกลด้วยอาคารกระจกสูงและภูเขา แต่เบื้องล่างมันเหมือนสตูว์ขยะและขอทานน่าหดหู่ที่กีดขวางวิวทิวทัศน์ มันเตือนให้เขาคิดถึงพอเทโร่และห้องนอนเพดานแคบ ที่ซึ่งเขาจ้องมองรอยรั่วสีเหลืองเล็กๆ แล้วกลายมาเป็นเรื่องอนาจาร ต่อมามีรอยปะสีดำเหนือเตียงนอนจนกระทั่งวันหนึ่งที่เขาเก็บข้าวของและมุ่งหน้าไปทางเหนือ

เขารู้สึกเหมือนความหุนหันพลันแล่นในวัยรุ่นย้อนกลับมาอีกครั้ง เก็บข้าวของส่วนตัวลงในเป้และไปจากท้องฟ้าสีเทาของแวนคูเวอร์ แต่เขามีคอนโดซึ่งถ้าผ่อนหมดก็จะกลายเป็นของเขาในวันหนึ่ง มีงานของเขา และจุดยืนทุกอย่างที่ผู้ชายที่ไปถึงวัยสี่สิบสามารถสะสมไว้ได้ ไม่กี่ปีข้างหน้า บางทีนะ แต่ตอนนี้มันดูเหมือนเป็นการเสียเวลาอย่างมหาศาล

ราม่อนพยายามปลอบใจตัวเองด้วยความคิดที่ว่า วันหนึ่งเมื่อเขาเกษียณ เขาจะย้ายไปอยู่เกาะเขตร้อนที่มีชายหาดสีขาวบริสุทธิ์และน้ำทะเลสีฟ้าเขียว ที่ซึ่งซากของมนุษยชาติไม่อาจล้างชายฝั่งได้

• • • •

เขาไปซื้อของที่ร้านขายของชำ และเธอก็อยู่ที่นั่น เก็บกระป๋องออกจากถังขยะในซอยด้านหลังซุปเปอร์มาเก็ต

ลอโรน่า

เขาเคยส่งโปสการ์ดไปให้แม่ของเขาทุกปีตอนที่เขายังหนุ่มกว่านี้ ในตอนแรกๆ ที่ย้ายมาอยู่ในเมือง เขาไม่สามารถส่งเงินไปได้เพราะงานล้างจานไม่มีรายได้มากพอให้คุณเก็บเงิน และเขาก็ไม่อาจโทรศัพท์ได้บ่อยเพราะเขาเช่าห้องอยู่ในบ้านซึ่งไม่มีสายโทรศัพท์ในนี้ ถ้าเขาต้องการจะโทรศัพท์ เขาต้องไปใช้ตู้โทรศัพท์สาธารณะที่อยู่ฝั่งตรงข้ามของถนน

แทนที่จะโทร เขาจึงส่งโปสการ์ด

คาเมนไม่ชอบมัน

พี่สาวของเขา บ่นเรื่องการส่งเงินมาให้แม่อย่างขาดๆ หายๆ

"ทำไมฉันต้องคอยดูแลแม่ด้วยล่ะ หือ? ทำไมฉันต้องติดอยู่ในบ้านนี้กับแม่?" เธอถามเขา

"อย่าแสดงเกินจริงหน่อยเลย เธอก็ชอบอยู่กับแม่"

“แกหนีไปอยู่แคลิฟอร์เนีย และไม่เคยส่งเงินเฮงซวยมาให้แม้แต่เซ็นต์เดียว"

"มันไม่ง่ายนะเว้ย!"

"อยู่ที่นี่มันก็ไม่ง่ายเหมือนกันนะ ราม่อน แกก็เหมือนได้พวกผู้ชายห่าเหวทั้งหมดนั่นแหละ แค่จากไปแล้วก็ทิ้งที่นี่กับพวกผู้หญิงไว้ข้างหลัง ใครจะดูแลแม่ตอนเธอแก่ลงแล้วเจ็บป่วยล่ะ? ใครจะคอยทำความสะอาดบ้าน ปัดฝุ่นหลังจากนี้ล่ะ? แล้วจะเอาเงินระยำจากไหนมาใช้? ฉันไม่เอาด้วยนะ ราม่อน"

"บาย คาเมน"

"มีบางอย่างที่แกกำจัดออกไปไม่ได้นะ ราม่อน" พี่สาวของเขาตะโกน

เขาไม่ได้โทรไปอีกหลังจากนั้น ไม่นาน เขาย้ายไปเมืองอื่นและในเวลานั้น เขาเลือกแคนาดา และเขาไม่ได้ส่งโปสการ์ดอีก เขาตั้งใจว่าวันหนึ่งจะส่ง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตและแต่ละปีถัดมา เขาคิดว่ามันจะแย่มากมั้ยถ้าเขาพยายามจะโทร

และเขาควรจะโทรไปพูดเรื่องอะไร?

มันหลายปีมาแล้ว ตั้งแต่เขาออกจากบ้าน ขณะที่พี่สาวและลูกพี่ลูกน้องยังอาศัยอยู่ในพอเทโร่ เขาค่อยๆ ลอกเปลือกทีละชั้นๆ ของราม่อนคนเก่า และลอกคราบจนกลายเป็นคนใหม่

แต่บางที คาเมนก็เป็นฝ่ายถูก บางทีมีบางสิ่งที่คุณไม่อาจทิ้งได้ บางความทรงจำ บางเรื่องราว บางความกลัว ที่เกาะติดอยู่กับผิวหนังเหมือนแผลเป็นเก่า

สิ่งนี้ติดตามคุณ

บางที ผีก็สามารถติดตามคุณได้ด้วย

• • • •

มันเป็นบ่ายที่แย่ พวกงี่เง่าในที่ทำงาน และบนถนน แล้วก็ฝนที่น่ารังเกียจ ที่ตกหนักลงมา โคลนสกปรกเกือบจะกลืนกินทางเท้า เขาทำร่มหายและเดินไปพร้อมกับซุกมือไว้ในกระเป๋าเสื้อแจ็กเก็ต ก้มหัวลงต่ำ

แค่สี่บล็อกเขาก็จะถึงบ้าน

แล้วราม่อนก็ได้ยินเสียงแหลม หวีดแหลมสูง มันเป็นเสียงกรีดร้อง เสียงคราง เป็นเสียงที่เขาไม่เคยได้ยินมาก่อน

นรกอะไรกันนี่

เขาหันกลับและมองไปที่หญิงชรา คนที่เขาเรียกเธอว่าลอโรน่าที่เข็นรถช็อปปิ้ง

กรี๊ง กรี๊ง เธอวิ่งไปพร้อมรถเข็น ไล่ตามเขา กรี๊ง กรี๊ง กริ่งโลหะดังก้องกังวานเสียงต่ำ

"เด็กๆ เด็กๆ เด็กๆ"

กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง เสียงโลหะดังคล้ายเสียงสวดมนต์ในท่วงทำนองโบราณ

เขาเดินเร็วขึ้น รถเข็นมาอยู่ตรงกับทางเดินของเขาแล้วล้อก็หมุน

เขาเร่งเท้าเป็นสองเท่า รีบข้ามถนนก่อนที่ไฟจราจรจะเปลี่ยนสี เสียงรถเข็นครวญครางใกล้เข้ามามากขึ้น ราวกับหนีบหัวเข่าของเขา

เขาคิดว่าเธอจะต้องเข้ามาตีหัวเขาด้วยอะไรบางอย่าง แล้วหลังจากนั้นเสียงทุกอย่างก็เงียบลง

เขาหันมองข้ามไหล่ตัวเอง หญิงชราจากไปแล้ว เธอเลี้ยวเข้าไปในตรอก หายไปหลังถังขยะขนาดใหญ่

ราม่อนวิ่งกลับบ้าน

• • • •

หมาหอนอีกครั้ง เป็นการหอนที่โหยหวน ลมคำรามราวกับปีศาจ สายฝนซัดสาดหน้าต่าง อ้อนวอนขอเข้าไปข้างใน และเขาก็นอนอยู่ใต้ผ้าห่ม หวาดสะดุ้ง

เขารู้สึกว่าแขนของแม่โอบรอบกายเขาไว้ มือของเธอลูบผมของเขาเหมือนที่เธอทำเมื่อครั้งเขาหวาดกลัว เป็นเพียงเด็กชายตัวเล็กๆ ที่หวาดกลัวภูติผีที่ร่อนเร่ผ่านที่ราบ

มือของแม่ตบเบาๆ ที่มือของเขา

มือของแม่ผอม นิ้วเรียวยาวเป็นปุ่มปมกับเล็บสกปรก เล็บที่เปรอะเปื้อน กลิ่นเหมือนดินโคลน ขยะเน่าเหม็น และราชื้นแฉะ กระแทกเขาอย่างจัง

เขามองเห็นแม่ของเขา และผมสีเทาลายของเธอ ยิ้มสีเหลืองของเธอระบายอยู่ในความมืด

เขากระโดดลงจากเตียง เมื่อเท้าแตะพื้น เขาพบว่า ห้องของเขาเจิ่งนองไปด้วยน้ำสูงสามนิ้ว

"คุณเห็นลูกของฉันมั้ย?" สิ่งที่อยู่บนเตียงเอ่ยถาม

หมาหอน และเขาตื่นขึ้น หน้าของเขาจมลงไปในหมอน

• • • •

เขาใส่หมวกไปทำงาน ทำแบบนี้แล้วเขารู้สึกปลอดภัย ถนนเป็นอาณาเขตของเธอ เธอเป็นเจ้าของตรอกซอย เมื่อเขาไปทานมื้อเที่ยงเขามองดูแอ่งน้ำและคิดเกี่ยวกับเด็กทารกที่ถูกกดจมน้ำ ศพลอยไปตามแม่น้ำสีเงิน

อย่าให้ลอโรน่ามองเห็นแก น้าชายของเขาบอก เธอเห็นแกแค่ครั้งเดียว เธอจะตามแกไปถึงบ้านและหลอกหลอนแกจนตาย ไอ้หนู

"โอ ลูกๆ ของฉัน" เธอจะกรีดร้องและลากแกลงไปในแม่น้ำ

แต่เขาทิ้งเธอไว้ข้างหลังแล้วในพอเทโร่

เขาคิดว่าเขาทิ้งเธอไปแล้ว

• • • •

ราม่อนพยายามจะเรียกเขาคืนมา ถ้าหากมีเครื่องรางหรือยาที่สามารถต่อต้านวิญญาณร้ายได้ น้าชายของเขาไม่เคยเอ่ยถึงมัน การรักษาเพียงอย่างเดียวที่เขารู้ก็คือการโอบกอดจากแม่ของเขา

" อยู่นี่แล้ว อยู่นี่แล้ว เจ้าตัวน้อย" เธอพูด และเขาปลอดภัยในอ้อมกอดของเธอ เมื่อแม่น้ำล้นหลากและสายฟ้าแลบเป็นสายเหมือนงูบนท้องฟ้า

• • • •

ในตอนเช้า มีลำแสงจากดวงอาทิตย์ ราม่อนลองเสี่ยงที่จะเดินสักสองสามบล็อก แต่ไม่เพียงปราศจากฝน เมืองก็รู้สึกเหมือนโดนชำระล้าง สีของมันถูกระบายออกไป มันดูคล้ายภาพขาวดำที่พวกเขาออกอากาศในทีวีราคาถูกในวัยเด็กของเขา

แม้จะคิดว่า เขาจะไม่ชนเข้ากับเธอแน่ๆ แต่ลอโรน่าได้ปรากฎตัวเหยียดยาวและหนาแน่นอยู่เหนือถนน ชิ้นส่วนแห่งความมืดเกาะติดกับผนังและถังขยะในตรอกซอย ดูเหมือนว่ามันจะแพร่กระจายไปทั่วผู้คน: ดวงตาแวววาวของคนช่างพูดสะท้อนภาพแม่น้ำแทนที่จะเป็นอิฐของอาคาร

เขารีบรุดกลับบ้านและล็อคประตู แต่เมื่อฝนตกอีกครั้ง น้ำได้ซึมเข้าในห้องนั่งเล่น

เพียงแค่หยดน้ำซึมเข้าในอพาร์ทเมนต์ของเขา

เขาถูพื้นทำความสะอาด น้ำไหลซึมมากขึ้นเหมือนหนองเดือด เหมือนแผลที่ถูกผ่าออกแล้วเชื้้อโรคก็แพร่ออกมา

• • • •

ลอโรน่า ยืนขมึงทึงอยู่ในตรอก เธอดูเหมือนก้อนเนื้อในความมืดกำลังมองตรงไปที่หน้าต่างอพาร์ทเมนต์ของเขา เขารู้สึกถึงเธอทะลุผ่านผนังคอนกรีตและกระจก กำลังจ้องมองมาที่เขา

เขาคว้าสมุดบันทึกเล่มเก่าที่เปรอะเปื้อนและมีหมายเลขที่ถูกลืมไปแล้ว

ฝนตกหนักสาดใส่อาคารและลมก็ร้องโหยหวนเหมือนหญิงสาว

เสียงโทรศัพท์ดังก้องในหูของเขา

มันผ่านมานานกว่าสิบปีแล้ว เขาไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี เขาไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าทำไมเขาจึงอยากโทร เขาไม่อาจขอร้องอย่างสุภาพให้ส่งผีกลับไปที่เม็กซิโก

เขากดปุ่ม

หมายเลขนั้นไม่อาจติดต่อได้

เขาคิดว่าคาเมนและแม่และฝุ่นอันว่างเปล่าทั้งหลายอยู่ด้านหลังบ้าน

บางที อาจจะไม่มีแม้กระทั่งบ้าน

บางที รัตติกาลและแม่น้ำอาจกลืนกินพวกเขาไปแล้ว

• • • •

ลอโรน่ามาพร้อมกับฝน หรือบางที อาจจะกลับกัน คือฝนมาพร้อมกับเธอ บางสิ่งก็มาด้วยกัน ความมืด

อพาร์ทเมนต์ของเขาเริ่มมืดสลัว เขายังคงอยู่ในแอ่งของแสงสว่าง ห่างไกลจากความมืด

ด้านนอก ในตรอก ลอโรน่าขูดถังขยะด้วยเล็บของเธอ

หมาเริ่มหอน

ราม่อนนอนตัวสั่นอยู่บนเตียง คิดถึงแม่ของเขาและสงสัยว่าเธอเคยใช้วิธีไหนในการไล่ผีออกไป

• • • •

เธอนั่งอยู่ข้างกองขยะกลางตรอก น้ำหยดลงบนไหล่ทั้งสองข้าง เธอกำผ้าขี้ริ้วและสิ่งสกปรกและเศษพลาสติกไว้ชิดหน้าอก หัวของเธอก้มลงและใบหน้าของเธอซ่อนอยู่หลังม่านผมรุงรัง

"ลูกของฉัน ลูกของฉัน"

เธอเงยหน้ามองเขาอย่างช้าๆ เม็ดฝนหยาดหยดเต็มหน้า ไหลลงตามร่องแก้มสกปรกของเธอ

เขาคาดว่าจะได้เจอภาพฝันร้ายอย่าง เลือดที่หยดหยาด ตาสีเหลืองเหมือนตาแมว หรือหัวกะโหลกผุเปื่อย แต่นี่เป็นแค่หญิงชรา ผิวของเธอแตกร้าวจากกาลเวลาและดวงตาของเธอก็ขุ่นมัว

นี่คือหญิงชราคนหนึ่ง

เธอควรจะเป็นแม่ของเขา เธออาจจะเป็น สำหรับทุกสิ่งที่เขารู้ เขาทำรูปถ่ายของเธอหายไปนานแล้วและไม่อาจจำได้แล้วว่าเธอมีหน้าตาอย่างไร แม่ของเขา ผู้ที่ใช้นิ้วลูบผ่านผมของเขาและกอดเขาไว้จนกระทั่งภูติผีหายไป ตอนนี้ เขาแก่เกินกว่าจะกลัวผี แต่ผียังมาหาในคืนนี้

หญิงชราจ้องมองเขา แห้งผาก หลงลืม และหวาดกลัว

"ลูกฉันหายไป" เธอกระซิบด้วยเสียงเหมือนใบไม้แห้ง

ตรอกนั้นก็คือแม่น้ำ เขาไปหาเธอ จมลงไปในโคลน จมลงไปในแม่น้ำสีเงิน เขากอดเธอ และเธอก็ละโบมเส้นผมของเขา ท้องฟ้าเบื้องบนเป็นสีดำและขาว เหมือนภาพในทีวีเครื่องเก่า และเสียงลมก็หวีดหวิวในหูของเขาราวกับปีศาจลมในวัยเยาว์

***
อ่านต้นฉบับภาษาอังกฤษได้ที่ http://www.nightmare-magazine.com/authors/silvia-moreno-garcia/




ซิลเวีย โมเรโน่ การ์เซีย  (1981-ปัจจุบัน) เป็นนักเขียนผู้ชนะรางวัล Copper Cylinder Award จากงานเขียนเรื่อง Signal to Noise ,เป็นผู้เข้ารอบสุดท้าย ของรางวัล British Fantasy,รางวัล Locus

,รางวัล Sunburst&Aurora โดยงานเขียนเรื่อง Certain Dark Things ได้รับเลือกให้เป็นหนังสือที่ดีสุดของ NPR ประจำปี 2559 เธอยังได้รับรางวัล World Fantasy Award จากงานของเธอในฐานะบรรณาธิการด้านกวีนิพนธ์เรื่อง She Walks in Shadows

เธอมีผลงานนวนิยายมากมายหลายเล่ม

ติดตามผลงานของเธอได้ที่ http://www.silviamoreno-garcia.com/blog/



**********************

บันทึกหลังแปล

ผมชอบเรื่องสั้นที่มีการตัดฉาก มันให้ความรู้สึกเหมือนดูหนัง

การประกอบสัญลักษณ์ของเรื่องสั้นเรื่องนี้ทำได้น่าสนใจมาก ผู้หญิงแก่-แม่,เด็กชาย-เด็กทารก,แม่น้ำ-ตรอก,ผี-อดีตที่หลอกหลอน ฯลฯ

ผมเป็นอีกคนที่ห่างบ้าน ห่างแม่มาไกล นานๆ จะกลับบ้านสักที แม้แต่ตอนแม่เสียก็ยังไม่ทันได้ไปดูใจแก ผ่านมานานหลายปีเรื่องนี้ยังอยู่ในใจ

เหมือนบางประโยคในเรื่องสั้นเรื่องนี้ "มีบางอย่างที่เรากำจัดออกไปไม่ได้"

ขอบคุณที่อ่านครับ

คนไข้หมายเลขศูนย์




คนไข้หมายเลขศูนย์

(แปลจาก The Paient Number Zero โดย Tananarive Due )



19 กันยายน

ภาพมาแล้ว ! เวโรนิก้าเคาะกระจกปลุกให้ผมตื่น แล้วเธอก็ยกมันขึ้นเพื่อให้ผมดู มันคือลายเซ็นต์พร้อมด้วยทุกอย่างเลย !

สำหรับเธอนะ เวโรนิก้าห่อปากเป็นถ้อยคำ เธอยิ้ม ยิ้มกว้างจริงๆ

ลายเซ็นต์นั้นเขียนว่า ถึงเจ ฉันจะขว้างทัชดาวน์เพื่อเธอ ผมไม่อยากจะเชื่อเลย

ทุกคนต่างหัวเราะชอบใจที่ผมร้องตะโกนและวิ่งวนไปรอบห้องจนกระทั่งผมนอนลงและทิ้งข้อศอกลงกับพื้น ลู ซึ่งเป็นนักการ เปิดโทรศัพท์ภายในจากนอกประตูแล้วบอกว่า

"เจ้าหนู นายดีใจมากไปหน่อยหรือเปล่า? นายสนใจอะไรมากนักกับรูปภาพนั่น?"

พวกเขาไม่รู้เลยหรือไงว่า แดน มาริโน่ คือควอเตอร์แบ็คที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล?

ผมติดรูปไว้บนผนังเหนือเตียงนอน บนผนังห้องของผม มีแผนที่สหรัฐอเมริกา และโลก และระบบสุริยะ ผมสามารถมองหาเกาะคอซิก้าจากแผนที่ และ เกาะพาโล ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่เคยได้ยินชื่อ แต่ผมรู้ว่ามีดาวเคราะห์อะไรในระบบบ้าง แต่ก็ไม่มีอะไรบนผนังห้องจะเหมือนกับรูปของแดน มาริโน่

 มันคือสุดยอด

แต่สิ่งที่สุดยอดของสุดยอดที่ผมมีคือเทปคาสเซตบันทึกเสียงที่ประธานาธิบดีโทรหาผม ตอนที่ผมอายุหกขวบ เขาพูดว่า

"ว่าไง นั่นเจใช่มั้ย? นี่คือประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกานะ"

เสียงของเขาเหมือนในทีวี ใจผมเต้นโครมคราม เพราะมันประหลาดมากที่ได้ยินประธานาธิบดีเรียกชื่อผม ผมไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรกลับไป เขาถามผมว่าผมรู้สึกอย่างไร และผมตอบว่าผมสบายดี นั่นทำให้เขาหัวเราะ เหมือนกับเขาคิดว่าผมเล่าเรื่องตลก จากนั้นน้ำเสียงของเขาก็จริงจังขึ้น แล้วเขาก็บอกว่า ทุกๆ คนสวดมนต์และคิดถึงผม จากนั้นเขาก็วางหู

เมื่อผมฟังการสนทนาจากเทปในตอนนี้ ผมหวังว่าผมจะคิดถึงบางอย่างที่น่าจะพูดออกไป ผมเคยคิดว่า เขาอาจจะโทรหาผมอีก แต่มันเกิดขึ้นแค่ครั้งเดียว ในตอนเริ่มต้น ดังนั้น ผมจึงเดาว่า ผมจะไม่มีโอกาสได้คุยกับท่านประธานาธิบดีอีกแล้ว

หลังจากเวโรนิก้าเอาภาพถ่ายของมาริโน้ให้ ผมถามเธอว่า จะให้ใครบางคนซ่อมทีวีให้ผมได้มั้ย ผมจะได้ดูอเมริกันฟุตบอล เพราะตอนนี้ ทีวีของผมเล่นได้แต่วิดีโอ เวโรนิก้าตอบว่า ไม่มีอเมริกันฟุตบอลแล้ว และมันทำให้ผมโกรธมาก เพราะผมเกลียดเวลาที่พวกเขาโกหก นี่มันเดือนกันยายนนะ ผมบอก มีอเมริกันฟุตบอลเสมอแหละ ในเดือนกันยายน แต่เวโรนิก้าบอกผมว่า ทีมงาน NFL ได้ประชุมและตัดสินใจว่าจะไม่มีการแข่งขันอีกแล้ว บางทีมันอาจจะมีขึ้นอีกครั้ง แต่เธอไม่แน่ใจ เพราะไม่มีใคร นอกจากผมที่สนใจอเมริกันฟุตบอล

ในตอนแรก หลังจากที่เธอบอกอย่างนั้น มันดูเหมือนจะเป็นการทำลายลายเซ็นต์ของภาพ เพราะมันดูเหมือนว่า แดน มาริโน่ ก็ต้องโกหกด้วยเหมือนกัน แต่เวโรนิก้าบอกว่า เขาพูดคล้ายๆ กับว่า จะทำทัชดาวน์ให้ผมในอนาคต ซึ่งทำให้ผมรู้สึกดีขึ้น

สมุดเล่มนี้ ผมได้มาจาก คุณมานิแก็ต ครูสอนพิเศษของผมซึ่งเป็นชาวไฮติ เธอบอกว่า ผมควรจะเริ่มต้นเขียนเกี่ยวกับสิ่งที่ผมคิดและทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับผม ผมบอกว่า ผมไม่ได้คิดอะไรเลย แต่เธอบอกว่า ไร้สาระ นั่นเป็นคำที่เธอพูดบ่อย "ไร้สาระ"

โอ ผมต้องบอกด้วยว่า ผมอายุสิบขวบแล้วในวันนี้ ถ้าผมอยู่ในโรงเรียนตามปกติ ผมจะอยู่เกรดห้าเหมือนที่พี่ชายเคยอยู่ ผมเคยถามคุณมานิแก็ตว่าผมอยู่เกรดไหน แต่เธอบอกว่า ผมไม่มีเกรด ผมอ่านหนังสือเหมือนอยู่เกรดเจ็ด แต่ผมทำโจทย์เลขเหมือนอยู่เกรดสี่ เธอว่างั้น

เธอยังบอกอีกว่า ผมดูไม่ค่อยสมส่วน แต่ผมฉลาดมาก

คุณมานิแก็ตมาทุกวัน ยกเว้นสุดสัปดาห์ เธอเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของผม แต่ผมเรียกเธอว่า คุณมานิแก็ต แทนที่จะเรียกชื่อแรกของเธอ นั่นคือ เอมมาลีน เพราะเธอวางตัวเช่นนั้น เธอเป็นคนเนี้ยบ ที่มักสวมกระโปรงและชุดเดรส ทุกสิ่งเกี่ยวกับเธอจะสะอาดมาก ยกเว้นรองเท้าที่ดูสกปรก รองเท้าของเธอน่าจะเคยเป็นสีขาว แต่เวลาที่ผมมองเห็นเธอยืนอยู่ด้านนอกกระจก เมื่อเธอไม่ได้สวมชุดพลาสติกแล้ว รองเท้าของเธอดูเป็นสีน้ำตาลเหมือนเปื้อนโคลน

นี่คือความคิดของผม

#

20 กันยายน

วันนี้ผมมีคำถาม เวโรนิก้าไม่มาในวันศูกร์ และเรเน่ พยาบาลอีกคน ไม่ได้น่ารักเหมือนหน้าตาของเธอ ดังนั้นผมจึงคอยคุณมานิแก็ต เมื่อเธอมา ผมพูดว่า

"คุณรู้มั้ยว่า พวกเขาจะทำอย่างไรกับความปรารถนาสุดท้ายของเด็กที่ป่วย เมื่อพวกเขาตาย ? แล้ว ตอนที่ ดร.เบนบอกผมให้คิดถึงบางอย่างที่ผมอยากได้สำหรับวันเกิดของผม ผมบอกว่า ผมอยากได้ลายเซ็นต์จาก แดน มาริโน่ นั่นหมายความว่า ผมกำลังจะตายและพวกเขาก็ทำตามความปรารถนาของผม ใช่มั้ย?" ผมพูดเร็วมากจริงๆ

ผมคิดว่า คุณมานิแก็ตจะบอกว่า ผมไร้สาระ แต่เธอยิ้ม เธอวางมือบนหัวของผม และมือของเธอดูแข็งและหนักในถุงมือขนาดใหญ่

"ฟังนะ ฟังฉัน ตาแก่ตัวน้นอย" เธอพูด เมื่อใดที่เธอเรียกผมอย่างนั้น แสดงว่าผมทำให้เธอเป็นห่วงมาก "เธอมีทุกสิ่ง แต่เธอยังไม่ตาย เมื่อใดที่คนอื่นสามารถมีสุขภาพดีเท่าเธอ มันจะเป็นวันที่มีความสุขที่สุด"

ทุกคนที่นี่ ดูจะรอคอยตลอดเวลา และผมไม่รู้ว่า มันคืออะไร

ผมคิดว่า บางที พวกเขาอาจจะรอให้ผมตาย แต่ผมเชื่อคุณมานิแก็ต ถ้าเธอไม่ต้องการบอกบางอย่างกับผม เธอก็แค่พูดว่า"อย่าใส่ใจมันเลย เจ"

นั่นคือวิธีที่เธอทำให้ผมรู้ว่า เธอเลือกที่จะไม่พูดทุกสิ่งทุกอย่าง ดีกว่าที่เธอจะต้องพูดโกหก

#

5 ตุลาคม

ไฟในห้องผมเริ่มเปิดๆ ปิดๆ อีกครั้งในวันนี้ และมันทำให้ห้องร้อนมาก จนผมต้องถอดเสื้อออกจนกว่าจะเข้านอน คุณมานิแก็ต ไม่สามารถสอนบทเรียนตามที่เธอต้องการได้ เพราะไฟฟ้าไม่ทำงาน เธอบอกว่า มันเป็นเครื่องจ่ายไฟฉุกเฉิน ผมถามเธอว่าอะไรคือที่เรียกว่าฉุกเฉิน และเธอบอกว่า เป็นบางสิ่งที่ฟังดูน่าสนุก

"เหมือนเดิม เหมือนเดิม"

นั่นคือทั้งหมดที่เธอบอก ผมถามเธอว่า เครื่องจ่ายไฟฉุกเฉินเป็นเหตุผลที่ ดร.เบน เอาทีวีออกไปจากห้องของผม ใช่หรือเปล่า เธอบอกว่า ใช่ เธอบอกว่า ทุกคนต้องประหยัดพลังงาน และผมต้องทำในส่วนของผมด้วย แต่ผมคิดถึงวิดีโอของผม ไม่มีอะไรให้ทำเลย เมื่อผมไม่สามารถดูวิดีโอได้ ผมเกลียดมากเวลาที่ผมเบื่อหน่าย บางที ผมก็ดูวิดีโอที่ผมดูไปแล้วตั้งร้อยรอบ จริงนะ ตั้งร้อยรอบ

ผมดูหนังเรื่อง บิ๊ก ที่แสดงโดย ทอม แฮ้งค์ บ่อยยิ่งกว่าวิดีโอเรื่องไหนๆ ผมชอบช่วงที่เป็นร้านของเล่น ที่มีคีย์เปียนโนขนาดใหญ่บนพื้น แม่เคยสอนผมให้เล่นเพลง หนูตาบอดสามตัว ด้วยเปียนโนของเราที่บ้าน ซึ่งทำให้ผมคิดถึงมัน ผมไม่เคยเห็นร้านขายของเล่นเหมือนร้านในเรื่อง บิ๊ก เลย ผมคิดว่ามันเป็นแค่ฉากที่ถูกสร้างขึ้น แต่คุณมานิแก็ตบอกว่า มันเป็นร้านขายของเล่นจริงๆ ในนิวยอร์ก

ผมคิดถึงวิดีโอของผม เมื่อผมได้ดูพวกมัน มันเหมือนกับว่า ผมได้เข้าไปอยู่ในหนังด้วย ผมหวังว่า ดร.เบน จะเอาทีวีกลับมาให้ผมเร็วๆ นี้

#

22 ตุลาคม

ผมทำให้เวโรนิก้าร้องไห้ เมื่อวานนี้ ผมไม่ได้ตั้งใจเลย ดร.เบน บอกว่า เขารู้ว่ามันเป็นอุบัติเหตุ แต่ผมรู้สึกเสียใจมาก ดังนั้นผมจึงร้องไห้เสียยกใหญ่ มันเกิดอะไรขึ้นกันนะ ผมกำลังคุยกับเธอ และเธอก็กำลังเจาะเลือดของผมออกจากแขนด้วยเข็ม เหมือนที่เคยทำ ผมเล่าให้เธอฟังเกี่ยวกับ ผม และพ่อของผม เคยดูมาริโน่ลงแข่งในทีวี แล้วจากนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นคือ เธอเริ่มร้องไห้อย่างหนัก

เธอทิ้งเข็มฉีดยาลงที่พื้นและเธอบีบข้อมือตัวเองราวกับจะหักมัน เธอเริ่มสบถ เธอพูดว่า แม่งเอ๊ย แม่งเอ๊ย แม่งเอ๊ย ครั้งแล้วครั้งเล่าอยู่อย่างนั้น ผมถามเธอว่า เกิดอะไรขึ้น แล้วเธอก็ผลักผมออกไป ราวกับว่าเธอต้องการจะทำร้ายผม จากนั้นเธอไปที่ประตูและกดรหัสอย่างรวดเร็ว แล้วเธอก็จับลูกบิดแล้วดึงประตู แต่ประตูไม่สามารถเปิดได้ ผมได้ยินเสียงการฉีกกระชากอย่างรุนแรงจากแขนของเธอ เธอกดโค้ดอีกครั้ง เธอยังคงร้องไห้ ผมไม่เคยเห็นเธอร้องไห้มาก่อน

ผมไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ผมเอานิ้วบดกับปุ่มสัญญาณอย่างหนัก แต่ทุกคนไม่สนใจ นั่นทำให้ผมระลึกถึงตอนที่ผมมาที่นี่ครั้งแรก เมื่อผมกดปุ่มสัญญาณตลอดเวลาและเอาแต่ร้องไห้ แต่ไม่มีใครมาเป็นเวลานาน และพวกเขาก็อยู่ในอารมณ์บูดบึ้งตลอดเวลาเมื่อมาถึง

อย่างไรก็ตาม ผมเฝ้ารอคุณมานิแก็ต และเมื่อผมถามเธอเกี่ยวกับเวโรนิก้า เธอก็บอกว่า เธอไม่รู้อะไรเพราะเธอมาจากข้างนอก แต่เธอสัญญาว่าจะหาคำตอบมาให้ จากนั้น เธอให้ผมท่องบทขึ้นต้นของรัฐธรรมนูญ ซึ่งผมรู้ด้วยหัวใจ ไม่นานนัก ครู่หนึ่ง ผมก็ลืมเรื่องเกี่ยวกับเวโรนิก้า

หลังจากบทเรียนของผมแล้ว คุณมานิแก็ตจากไปและโทรมาหาผมหนึ่งชั่วโมงหลังจากนั้น ตามที่เธอสัญญา เธอรักษาสัญญาเสมอ โทรศัพท์ของผมจะถูกแขวนไว้เพื่อให้คนที่อยู่ในอาคารสามารถโทรหาผมได้ แต่ผมไม่สามารถโทรหาใครได้ ไม่ว่าจะในอาคารหรือนอกอาคาร ตอนนี้มันดังขึ้น ดังยิ่งกว่าที่เคยดัง แต่ผมเกือบจะไม่ต้องการยกหู ผมกลัวในสิ่งที่คุณมานิแก็ตจะบอก

"เวโรนิก้า เผลอทำให้ตัวเองเป็นแผล" คุณมานิแก็ตบอกผม "เข็มนั่นทะลุชุดสูทของเธอ เธอบอก ดร.เบนว่า มันเป็นเหตุการณ์ฉับพลันทันที"

ผมสงสัยว่า ใครเป็นคนทำให้เกิดเหตุการณ์ฉับพลันทันที เวโรนิก้า หรือว่า ผม?

"เธอสบายดีหรือเปล่า?" ผมถาม ผมคิดว่า บางที คุณมานิแก็ตจะโมโหใส่ผม เพราะเธอบอกผมหลายต่อหลายครั้งว่าผมควรจะระมัดระวัง บางที ผมก็ไม่ได้ระมัดระวังเมื่อเวโรนิก้าอยู่ด้วย

"เรากำลังดูอาการเธออยู่น่ะ เจ" คุณมานิแก็ตบอก จากเสียงของเธอ ฟังดูเหมือนคำตอบว่า ไม่

"เธอกำลังไม่สบายหรือเปล่า?" ผมถาม

"อาจจะใช่ พวกเขาคิดว่าอย่างนั้น" คุณมานิแก็ตตอบ

ผมไม่ต้องการให้เธอตอบคำถามอะไรอีก ผมชอบเวลาที่คนอื่นๆ บอกผมตามความจริง แต่มันก็ทำให้ผมรู้สึกแย่เสมอด้วย ผมพยายามจะพูดว่า ผมเสียใจ แต่ผมไม่สามารถเอ่ยมันออกมาจากปากได้

"มันไม่ใช่ความผิดของเธอหรอกนะ เจ" คุณมานิแก็ตบอก

ผมช่วยอะไรไม่ได้ ผมร้องไห้เหมือนเมื่อตอนที่ผมยังเป็นเด็กตัวเล็กๆ

"เวโรนิการู้เรื่องทำนองนี้อยู่แล้วว่า มันอาจจะเกิดขึ้น" เธอบอก

แต่มันไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นได้ เพราะผมจำได้ว่า ใบหน้าของเวโรนิก้าตื่นกลัวเพียงใดใต้หน้ากากของเธอ และเธอผลักผมอย่างไร เวโรนิก้ามาอยู่ที่นี่ หลังทุกอย่างเริ่มต้นไม่นาน ก่อนที่คุณมานิแก็ตจะมา และเธอยิ้มให้ผมแม้ว่าจะไม่มีใครทำ เมื่อเธอแสดงภาพถ่ายของแดน มาริโน่ ให้ผมดู เธอดูเหมือนว่ามีความสุขเกือบจะเท่ากับผม ผมจะไม่ได้เห็นใบหน้ายิ้มแย้มแบบนั้นของเธออีกแล้ว เธอช่างน่ารักและเบิกบาน

ผมร้องไห้อย่างหนัก ผมไม่สามารถเขียนสิ่งที่ผมคิดลงไปได้อย่างที่คุณมานิแก็ตเคยบอก

 ไม่ จนกระทั่งวันนี้

#

4 พฤศจิกายน

นานมาแล้ว ตั้งแต่ที่ผมเพิ่งมาอยู่ที่นี่และยังมีทีวีในห้อง ซึ่งรับสัญญาณจากข้างนอก ผมเห็นรูปตอนผมยังอยู่เกรดหนึ่ง ที่ผมเคยถ่ายตอนอยู่โรงเรียน ออกข่าวในทีวี ผมเกลียดรูปนั้นมาตลอด เพราะแม่ชโลมสิ่งที่มันเยิ้มลงบนหัวของผม ซึ่งมันทำให้ผมมีสภาพเกินบรรยาย แล้วตอนนี้ ผมหมุนทีวีมาเห็นภาพนั้นอีกครั้งในข่าว !

ผู้ชายในทีวีเอ่ยชื่อใครบางคนในครอบครัวของเรา มีกระทั่งชื่อแสดงบนหน้าจอ แล้วเขาก็เรียกผมว่า คนไข้หมายเลขศูนย์ เขาบอกว่า ผมเป็นเป็นคนแรกที่ป่วย

แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ เลย พ่อป่วยก่อนผม ผมบอกพวกเขาไปเรียบร้อยแล้ว เขาติดมันมาจากงานของเขาที่อลาสก้า พ่อของผมเดินทางบ่อยเพราะเขาต้องขุดเจาะน้ำมัน แต่ในเวลานั้น เขากลับบ้านเร็วกว่าปกติ เราไม่คิดว่าจะเจอเขาจนกระทั่งคริสต์มาส แต่เขากลับมาตั้งแต่เดือนกันยายน ใกล้กับงานวันเกิดของผม เขาบอกว่า เขาถูกส่งกลับบ้านเพราะเจ้าหน้าที่บางคนในแหล่งขุดเจาะน้ำมันเริ่มป่วย คนหนึ่งในพวกเขาถึงกับเสียชีวิต แต่นายแพทย์ที่อลาสก้าได้ตรวจพ่อของผมและบอกว่าเขาปกติดี จากนั้นหัวหน้าของพ่อก็ส่งเขากลับบ้าน พ่อหัวเสียมากกับเรื่องที่เกิดขึ้น เขาเกลียดที่ต้องสูญเสียค่าแรง เขาบอกว่า เวลาห่างจากงานนานๆ จะต้องสูญเสียค่าแรงเสมอ เขาอยู่ในอารมณ์ไม่ค่อยดีนัก เมื่อเขาไม่ได้ทำงาน

และสิ่งที่แย่ที่สุดก็คือ พ่อของผมเริ่มไม่สบาย หลังจากนั้นสองวัน ดวงตาของเขาเริ่มเป็นสีแดงและเขาเริ่มกระแอมไอ แล้วผมก็เริ่มเป็นด้วย จากนั้นก็แม่ของผมและพี่ชาย

เมื่อผู้ชายในทีวีแสดงรูปภาพและเรียกผมว่า คนไข้หมายเลขศูนย์และบอกว่า ผมเป็นคนแรกที่ป่วยด้วยโรคนี้ นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมได้เรียนรู้ว่า ผู้คนจะโกหกได้อย่างไร เพราะนั่นมันไม่จริงเลย ใครบางคนในแท่นขุดเจาะของพ่อต่างหาก ที่ติดเชื้อเป็นคนแรก แล้วจากนั้นเขาก็ส่งมันให้พ่อ แล้วพ่อก็ส่งมันต่อมาให้ผม แม่ แล้วก็พี่ชาย แต่สิ่งหนึ่งที่เขาพูดได้ถูกต้อง ผมเป็นเพียงคนเดียวที่กลับเป็นปกติ

ป้าลอริมาที่นี่เพื่ออยู่กับผมในห้องแล็บตั้งแต่แรก แต่เธอไม่ได้อยู่นานนัก เพราะดวงตาของเธอเริ่มกลายเป็นสีแดงหลังจากนั้น เธอมาช่วยดูแลผมและพี่ชายก่อนที่แม่ของผมจะตาย แต่บางทีเธอไม่ควรทำอย่างนี้เลย ปกติเธออยู่ที่แคลิฟอเนียร์ และผมพนันได้ว่า เธอจะไม่ป่วยถ้าเธอไม่มาที่ไมอามี่เพื่อมาอยู่กับพวกเรา แต่แม้กระทั่งหมอของแม่ ก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ดังนั้นจึงไม่มีใครเตือนเธอว่า จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเธอเข้าใกล้พวกเรา บางที ผมฝันว่าผมโทรหาป้าลอริจากโทรศัพท์ของผม บอกเธอว่า ได้โปรดเถอะครับ อย่ามาที่นี่เลย ป้าลอริและแม่ของผมเป็นฝาแฝด พวกเขาดูคล้ายกันมาก

หลังจากป้าลอริตาย ผมเป็นคนเดียวในครอบครัวที่ยังเหลืออยู่

ผมเศร้าใจมากเมื่อได้เห็นการรายงานข่าว ผมไม่ชอบให้ใครมาพูดถึงครอบครัวผมแบบนั้นเลย พวกเขาไม่รู้จักพวกเราสักหน่อย ผมยังรู้สึกว่า บางทีผู้ชายในทีวีอาจพูดถูก และบางทีมันเป็นความผิดของผม ผมกรีดร้องและร้องไห้ตลอดท้ังวัน หลังจากนั้น ดร.เบน ให้พวกเขาซ่อมทีวีทำให้ผมสามารถดูข่าวได้มากขึ้น หรือเรื่องอื่นๆ จากภายนอก เช่น การ์ตูน หรือหนังสำหรับเด็ก หรือวิดีโอ สิ่งที่ดีจริงๆ ที่เกิดขึ้น ก็คือตอนที่ประธานาธิบดีโทรหาผม ผมคิดว่า เขาเสียใจเมื่อเขาได้ฟังเรื่องที่เกิดขึ้นกับครอบครัวของผม

เมื่อผมถาม ดร.เบน ว่าพวกเขายังคงพูดถึงผมในข่าวหรือเปล่า เขาก็เพียงแต่ยักไหล่ บางที ดร.เบน ก็ไม่ตอบว่า ใช่ หรือ ไม่ ถ้าคุณถามเขาในบางคำถาม

มันก็ไม่เป็นไรหรอก ผมคิดว่างั้น

ผมคิดว่า พวกคนทำงานทีวีอาจจะหยุดแสดงภาพของผมไปอีกนาน ผมเป็นแค่เด็กตัวเล็กๆ เมื่อครอบครัวของผมเริ่มป่วย และผมอยู่ที่นี่มาสี่ปีเต็มแล้ว !

โอ ผมเกือบจะลืมไป เวโรนิก้า ไม่ได้กลับมาอีกเลย

#

7 พฤศจิกายน

ผมจ้องมองภาพแดน มาริโน่ของผมตลอดทั้งวัน และผมคิดว่าลายมือที่เขียนกับลายเซ็นต์บนภาพนั้น ช่างเหมือนกับลายมือของ ดร.เบน แต่ผมกลัวที่จะต้องถามคนอื่นในเรื่องนี้ โอ ใช่-แล้วเมื่อวานนี้ ไฟฟ้าในห้องผมก็ดับตลอดทั้งวัน!

เหมือนเดิม เหมือนเดิม

นั่นเป็นอย่างที่คุณมานิแก็ตพูดเลย

#

12 พฤศจิกายน

คุณมานิแก็ตสอนผมนิดหน่อยเกี่ยวกับยา ผมบอกเธอว่า ผมอยากจะเป็นหมอเมื่อผมโตขึ้น และเธอบอกว่า เธอคิดว่ามันเป็นความตั้งใจที่ดีมาก เพราะเธอเชื่อว่า คนเราจำเป็นจะต้องมีหมออยู่ตลอดเวลานั่นแหละ เธอบอกว่า ผมจะอยู่ในสถานะที่ดีที่จะได้ช่วยเหลือผู้อื่น และผมถามเธอว่า นั่นเป็นเพราะผมอยู่ที่นี่มานานมากแล้วใช่มั้ย และเธอบอกว่า ใช่

สิ่งแรกที่เธอสอนผมเกี่ยวกับโรค เธอบอกว่า ในอดีตเมื่อนานมาแล้ว โรคภัยไข้เจ็บเช่น ไทฟอยด์เคยคร่าชีวิตมนุษย์ไปมากมาย เพราะสภาพแวดล้อมที่ไม่ถูกสุขลักษณะและการดื่มน้ำไม่สะอาด แต่เมื่อผู้คนฉลาดขึ้นและพวกหมอค้นพบยาที่ใช้รักษา โรคร้ายก็ไม่อาจฆ่าคนได้มากมายอีกแล้ว พวกหมอพยายามตลอดเวลาที่จะอยู่ล้ำหน้าเชื้อโรค คุณมานิแก็ตกล่าว

แต่บางครั้ง พวกเขาก็ไม่สามารถทำได้ บางครั้งโรคใหม่ๆ ก็เกิดขึ้น หรือบางที มันอาจจะไม่ใช่โรคใหม่ แต่เป็นโรคเก่าที่ได้หลบซ่อนตัวอยู่เป็นเวลานานจนกระทั่งบางสิ่งได้นำมันออกมาสู่โลกภายนอก เธอบอกว่า นั่นคือวิธีที่ธรรมชาติทำให้โลกสมดุล เพราะเมื่อใดที่พวกหมอค้นพบหนทางรักษาโรคหนึ่ง ก็จะมีอีกโรคหนึ่งเกิดขึ้นใหม่เสมอ ดร.เบน บอกว่า โรคของผมเป็นโรคใหม่ มันมีชื่อยาวจนผมไม่อาจจำได้ว่าสะกดอย่างไร แต่ส่วนใหญ่แล้ว ผู้คนที่นี่เรียกมันว่า ไวรัส-เจ

เห็นไหมล่ะ ดูสิ เขาตั้งชื่อตามผม นั่นเป็นสิ่งที่ ดร.เบน บอก แต่ผมไม่ชอบมันเลย

คุณมานิแก็ตเล่าว่า หลังจากพ่อของผมกลับมาที่บ้าน ไวรัสได้เข้าสู่ร่างกายของผมและโจมตีผมเหมือนกับคนอื่นๆ ดังนั้นผมจึงป่วยหนักมากอยู่นานหลายวัน จากนั้น ผมคิดว่า ผมกลับอาการดีขึ้นจนเป็นปกติ ผมไม่รู้สึกแย่อีกเลย แต่ไวรัสยังคงอยู่ในตัวพี่ชายและพ่อและแม่ของผม และแม้แต่ในตัวหมอที่รักษาเราก่อนหน้านั้นคือ ดร.โวล์ฟ และคุณมานิแก็ตบอกว่า มันเป็น เชื้อโรคที่รุนแรงมาก

ทุกคนต้องสวมชุดพลาสติกสีเหลืองและหน้ากากสูญญากาศเมื่อพวกเขาเข้ามาในห้อง เพราะไวรัสยังคงอยู่ในอากาศ และมันยังอยู่ในเลือดของผม แล้วก็ยังอยู่บนจานและแก้วน้ำเมื่อผมทานอาหารเสร็จแล้ว พวกเขาเรียกชุดนี้ว่าชุดร้อน เพราะไวรัส ร้อนอยู่ในห้องของผม ไม่ร้อนเหมือนไฟ แต่อันตรายมาก

คุณมานิแก็ตบอกว่า ไวรัส-เจ นั้นพิเศษมากๆ ในร่างกายของผม เพราะแม้ว่าผมจะไม่ป่วยไข้อีกแล้ว ยกเว้นเมื่อผมรู้สึกว่าตัวร้อน และผมต้องนอนลงบางครั้ง แต่ไวรัสจะไม่หายไปไหน ผมสามารถทำให้คนอื่นป่วยได้แม้ว่าผมจะรู้สึกสบายดี ดังนั้นเธอจึงกล่าวว่า นั่นทำให้ผมกลายเป็นพาหะ คุณมานิแก็ตบอกว่า ดร.เบน ไม่รู้จักใครอีกเลยที่จะกลับมาหายดีเป็นปกติได้ ยกเว้นผม

โอ ยกเว้นบางที ดูเหมือนว่าจะมีเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ อีกคนหนึ่งที่จีน เวโรนิก้าบอกผมในครั้งหนึ่งว่า มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ประเทศจีน อายุเท่ากับผม เธอไม่ป่วยอีกแล้ว แต่เมื่อผมถาม ดร.เบน เขาบอกว่า เขาไม่รู้ถ้านั่นเป็นเรื่องจริง และคุณมานิแก็ตบอกผมว่ามันอาจจะเคยเป็นเรื่องจริง แต่เด็กผู้หญิงคนนั้นอาจจะไม่ได้มีชีวิตอยู่อีกต่อไปแล้ว ผมถามเธอว่า ถ้างั้นเธอตายเพราะไวรัส-เจ ใช่มั้ย และเธอบอกว่า ไม่ ไม่ ไม่ สามครั้ง เธอบอกผมให้ลืมเรื่องทั้งหมดเกี่ยวกับเด็กผู้หญิงในจีนคนนั้น เกือบจะดูเหมือนว่า เธอกำลังโวยวาย

ผมเป็นเพียงคนเดียวที่เป็นเช่นนี้ เท่าที่เธอรู้และแน่ใจ เธอว่าอย่างนั้น เพียงคนเดียวที่ยังรอดชีวิตอยู่

นั่นคือเหตุผลว่าทำไมผมจึงมาอยู่ที่นี่ เธอบอก แต่ผมรู้เรื่องต่อจากนั้นแล้ว

ตอนผมยังเด็ก ดร.เบน บอกผมเกี่ยวกับแอนตี้บอดี้และบางอย่างในเลือดของผม และเขาบอกเหตุผลที่ เขาและเรเน่และเวโรนิก้าและหมอคนอื่นๆ ต้องเอาเลือดผมไปเป็นจำนวนมากจากตัวของผมตลอดเวลา จนกระทั่งพวกเขาทำให้เกิดจุดสีม่วงที่แขนของผมและผมรู้สึกเวียนหัว นั่นเป็นเพราะพวกเขาพยายามที่จะช่วยคนอื่นๆ ให้ดีขึ้นด้วย ผมถูกผ่าตัดเกือบจะสิบครั้งแล้ว ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ ผมคิดว่าพวกเขาได้เอาบางส่วนจากร่างกายของผมไป แต่ผมไม่แน่ใจนัก ผมดูเหมือนเดิมจากภายนอก แต่ผมรู้สึกแตกต่างจากภายใน ผมถูกผ่าตัดที่ท้องเมื่อปีที่แล้ว และบางทีผมปีนขึ้นไปบนเชือกของเล่นที่แขวนจากเพดานห้องของผม ผมรู้สึกเหมือนแผลยังปิดไม่สนิท เหมือนผมยังถูกผ่าตัดอยู่เลย คุณมานิแก็ตบอกว่า นั่นเป็นแค่สิ่งที่ผมคิดไปเอง แต่มันเจ็บจริงนะ !

ผมไม่เคยเกลียดอะไรเหมือนกับเกลียดการผ่าตัด ผมประหลาดใจ อะไรจะเกิดขึันกับเด็กผู้หญิงคนนั้น ถ้าพวกเขาผ่าตัดเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกระทั่งเธอตาย ยังไงก็เถอะ มันผ่านมาตั้งปีแล้วตั้งแต่ผมผ่าตัดครั้งสุดท้าย ผมเคยคุยกับ ดร.เบน ว่า พวกเขาจะเอาเลือดผมไปมากเท่าไรก็ได้เท่าที่พวกเขาต้องการ แต่ผมไม่ต้องการการผ่าตัดอีกแล้ว ได้โปรดเถอะ

ดร.เบน กล่าวว่า ในโลกนี้ไม่มีใครอีกแล้วที่จะสามารถทำให้ผู้คนหายป่วยได้เท่ากับผม ถ้าเพียงแต่พวกเขาค้นพบว่าจะทำอย่างไรเท่านั้น คุณมานิแก็ตก็บอกอย่างน้ันเหมือนกัน มันทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นนิดหน่อยเกี่ยวกับไวรัส-เจ

ผมรู้สึกดีใจที่คุณมานิแก็ตบอกผมเกี่ยวกับโรคนี้ เพราะผมไม่ต้องการให้เธอปฏิบัติกับผมเหมือนเด็กทารกอย่างที่คนอื่นๆ ทำ ผมบอกเธออย่างนั้นตลอด ผมชอบที่จะได้รู้เรื่องต่างๆ

ผมไม่ได้ร้องไห้เมื่อเธอบอกผมว่า เวโรนิก้าตายแล้ว บางที ผมได้ร้องไห้ไปหมดแล้วตั้งแต่แรก เพราะผมคิดออกมาตั้งนานแล้วว่า ไม่มีใครจะสามารถหายป่วยได้ ถ้าติดเชื้อ ไม่มีใคร ยกเว้นผมคนเดียว

#

14 พฤศจิกายน

วันนี้ ผมถามคุณมานิแก็ตว่า มีคนมากแค่ไหนที่ติดไวรัส-เจ

"โอ เจ ฉันไม่รู้จริงๆ" เธอตอบ ผมไม่คิดว่าเธอจะอยู่ในอารมณ์อยากคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้

"ลองเดาดูก็ได้ครับ" ผมบอก

คุณมานิแก็ตคิดอยู่ครู่ใหญ่ จากนั้นเธอเปิดสมุดของเธอแล้วเริ่มต้นวาดเส้นและสี่เหลี่ยมให้ผมดู รูปของเธอดูเหมือนเส้นสีน้ำตาลเล็กๆ ล้อมรอบใบต้นโอ๊ค

เรามีต้นไม้ที่เรียกว่า โอ๊คสด ในลานหลังบ้าน และพ่อของผมบอกว่า มันมีอายุมากกว่าร้อยปีแล้ว เขาบอกว่า มันมีอายุยาวนานถึงสามชั่วอายุคน และเขาพูดถูก เพราะผมแน่ใจว่าต้นไม้นั่นยืนต้นอยู่ในลานหลังบ้านตั้งแต่ครอบครัวของผมเพิ่งมาอยู่

"นี่คือวิธีที่มันเติบโต เจ" คุณมานิแก็ตกล่าว เธอแสดงให้ผมเห็นด้วยปลายดินสอว่า เส้นหนึ่งแตกแขนงไปยังเส้นถัดไปได้อย่างไร

"ผู้คนส่งมันต่อให้คนอื่น พวกเขาไม่รู้เลยว่าเขาป่วยจนกว่าจะสองสัปดาห์ ดังนั้นพวกเขาจึงส่งต่อเชื้อไวรัสจำนวนมากให้คนอื่น แต่ตอนนี้ มันผ่านมาแล้วสี่ปี ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นกับครอบครัวของเธอ ก็ได้เกิดขึ้นกับครอบครัวจำนวนมาก"

"กี่ครอบครัวหรือครับ?" ผมถามอีกครั้ง ผมพยายามคิดถึงตัวเลขที่มากที่สุด เท่าที่ผมจะคิดได้ "เป็นล้านหรือเปล่า?"

คุณมานิแก็ตยักไหล่เหมือน ดร.เบน บางทีนั่นแปลว่า ใช่

ผมไม่อาจจินตนาการถึงล้านครอบครัวได้ ดังนั้นผมจึงถามคุณมานิแก็ตว่า ถ้าหากมันเกิดขึ้นกับครอบครัวของเธอด้วยล่ะ ถ้าหากว่าบางทีเธอมีสามีและลูก และพวกเขาก็ติดเชื้อ แต่เธอตอบว่าไม่ เธอยังไม่ได้แต่งงาน ผมเดาว่าเป็นเรื่องจริง เพราะคุณมานิแก็ตดูยังไม่แก่ เธอไม่ได้บอกผมว่าเธออายุเท่าไร แต่ผมคาดว่าเธอน่าจะอายุราวยี่สิบ คุณมานิแก็ตยิ้มให้ผม แม้ว่าดวงตาของเธอจะไม่มีความสุขก็ตาม

"พ่อแม่ของฉันอยู่ที่ไมอามี่ และพวกเขาก็ติดเชื้อเข้า" คุณมานิแก็ตบอก "จากนั้น พี่สาวของฉันและลูกของเธอก็มาจากไฮติเพื่อมาเยี่ยม แล้วพวกเขาก็ติดมันด้วย ฉันทำงานที่อื่นตอนที่มันเกิดขึ้น และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมฉันจึงยังอยู่ที่นี่"

คุณมานิแก็ตไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้ผมฟังมาก่อน

ครอบครัวของผมอาศัยอยู่ใกล้หาดไมอามี่ พ่อของผมบอกว่า บ้านของเราเล็กเกินไป-ผมต้องแบ่งห้องนอนกับพี่ชาย-แต่แม่ชอบที่ที่เราอยู่เพราะบ้านของเราอยู่ห่างจากทะเลแค่หกบล็อค แม่ของผมบอกว่า ทะเลสามารถเยียวยาได้ทุกสิ่ง แต่มันไม่เป็นความจริงสักหน่อย ใช่มั้ยล่ะ?

แม่ของผมไม่ชอบที่ที่ผมอยู่ตอนนี้แน่ๆ เพราะมันไม่มีทะเลและยังไม่มีหน้าต่างด้วย ผมคงจะประหลาดใจ ถ้าพ่อแม่ของคุณมานิแก็ตรู้จักบางคนที่ทำงานในแท่นขุดเจาะน้ำมันด้วย แต่ก็อาจจะไม่ใช่ก็ได้ บางที พวกเขาก็ติดเชื้อจากพ่อของผมและผม

"คุณมานิแก็ตครับ" ผมพูดขึ้น "บางที คุณน่าจะย้ายมาอยู่ข้างในอาคารเหมือน ดร.เบนและคนอื่นๆ นะครับ"

"โอ เจ" คุณมานิแก็ตรำพึง เหมือนเธอพยายามทำน้ำเสียงร่าเริง "ตาแก่ตัวน้อย ถ้าฉันหวาดกลัวทุกสิ่ง ฉันจะมาสอนเธอที่นี่ทำไม?"

เธอบอกว่า เธอเสนอตัวเพื่อมาเป็นครูของผม โดยที่ผมไม่รู้มาก่อน ผมบอกว่า ผมคิดว่าหัวหน้าของเธอให้เธอมาทำงานนี้ แต่เธอตอบว่า เธอไม่มีหัวหน้าหรอก ไม่มีใครส่งเธอมาที่นี่ เธอต้องการมาด้วยตัวเอง

"แค่อยากมาเจอผมหรือครับ?" ผมถามเธอ

"ใช่ เพราะฉันได้เห็นหน้าเธอทางทีวีและเธอดูเหมือนฉัน เหมือนคนประเภทเดียวกัน" เธอตอบ เธอบอกว่า เธอเคยเป็นพยาบาลมาก่อน และเธอเคยทำงานกับ ดร.เบน ในสำนักงานของเขาที่แอตแลนต้า เธอบอกว่าเธอทำงานที่ CDC ซึ่งเป็นสถานที่ศึกษาเกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บ และเขารู้จักเธอ ดังนั้นนั่นคือเหตุผลว่าทำไมเขาจึงให้เธอเข้ามาสอนผม

"เด็กผู้ชายเช่นเธอ ขาดการศึกษาไม่ได้หรอก เธอต้องรู้ว่าจะเผชิญหน้าชีวิตข้างนอกอย่างไร" เธอบอก

คุณมานิแก็ตสนุกในสิ่งนั้น บางที เธอจะออกจากบทเรียนเกี่ยวกับประธานาธิบดีและบัญญัติสิบประการ แล้วสอนบางอย่างกับผม เช่น วิธีการเย็บเสื้อผ้าทำอย่างไร หรือ จะจำแนกพืชที่สามารถกินได้หรือกินไม่ได้อย่างไร อะไรทำนองนี้ อย่างเช่น วันหนึ่งเธอนำตะกร้าใส่ผลไม้และผักจริงๆ มาด้วย มันยังสดใหม่ เธอบอกว่าเธอมีสวนในที่ๆ เธออยู่ข้างนอก ใกล้กับที่นี่ เธอเล่าว่า เหตุผลหนึ่งที่เธอไม่ต้องการย้ายมาอยู่ข้างในเพราะเธอรักสวนของเธอมาก และเธอไม่ต้องการทิ้งมันไป

สิ่งต่างๆ ที่เธอนำมา ไม่ใช่อะไรที่น่าสนใจมากนัก เธอให้ผมดูต้นมันสำปะหลัง ซึ่งดูเหมือนกิ่งต้นไม้ที่บิดเป็นเกลียวยาว และเธอกล่าวว่ามันอร่อยนะ ยกเว้นแค่ว่ามันมีพิษ และต้องต้มหัวมันก่อน แล้วใบของมันก็มีพิษเหมือนกัน เธอเอาผลบางอย่างให้ผมดูและบอกว่ามันชื่อ ผลแอ็กกี้ ซึ่งเธอบอกว่า ตอนอยู่ที่ไฮติ เธอเคยเด็ดมันจากต้นมากิน มันมีอีกชื่อหนึ่งที่ไฮติ แต่ผมสะกดชื่อมันไม่ได้เพราะออกเสียงยากเกินไป รสชาติมันก็โอเคนะ แต่เธอบอกว่าแอ็กกี้ไม่สามารถกินได้ ถ้ายังไม่สุก หรือถ้ายังไม่ผ่าออกมา เพราะมันจะทำให้สมองของเราบวมและเราอาจตายได้ เธอยังเอาเห็ดชนิดต่างๆ มาให้ผมดูแล้วบอกว่า อันไหนกินได้ อันไหนมีพิษ แต่พวกมันดูเหมือนๆ กันไปหมดเลยสำหรับผม เธอสัญญาว่าจะนำผลไม้และผักมาให้ผมดู เพื่อที่ผมจะได้รู้ว่า อะไรดีหรือไม่ดีสำหรับผม มีเรื่องต้องเรียนรู้เยอะเลยเกี่ยวกับชีวิตข้างนอกนั่น เธอบอก

ก็นะ ผมไม่ต้องการให้คุณมานิแก็ตรู้สึกเหมือนกับว่า ผมทำให้เธอเสียเวลา แต่ผมก็รู้ความจริงที่ว่า ผมไม่อาจไปใช้ชีวิตอยู่ข้างนอกนั่นได้หรอก ดร.เบน บอกผมว่า ผมอาจจะต้องเป็นวัยรุ่นก่อนถึงจะออกไปได้ หรือไม่ก็ ต้องอายุมากกว่านั้นอีก เขาบอกว่า บางที ผมอาจจะต้องโตเป็นผู้ใหญ่เสียก่อน

แต่มันก็ไม่เป็นไรหรอก ผมคิดว่างั้น ผมพยายามจะไม่คิดอะไรที่เกี่ยวกับการออกไปจากที่นี่

ห้องของผม ที่พวกเขาให้ผมเข้ามาอยู่ ตอนผมอยู่ได้หกเดือนแรก มันใหญ่ ใหญ่มากๆ เลย เขาสร้างมันเพื่อผมโดยเฉพาะ มันใหญ่ตั้งสี่เท่าของห้องพักที่พ่อกับแม่ของผมพาพวกเราไปพักตอนที่เราไปเที่ยวยูนิเวอร์แซลสตูดิโอที่โอแลนโด้ เมื่อตอนผมอายุห้าขวบ ผมจำห้องนั้นได้ เพราะเควิน พี่ชายของผมได้ถามพ่อว่า "มันราคาคืนละเท่าไรครับพ่อ?" ทุกครั้งที่พ่อซื้อเสื้อยืดหรือบางอย่างให้เรา เควินจะถามเขาว่า มันราคาเท่าไร ผมบอกให้เควินหยุดถามเถอะเพราะผมกลัวว่าพ่อจะโกรธและหยุดซื้อของให้เรา จากนั้น ตอนที่เราอยู่ในแถวขึ้นเครื่องเล่น คิงคองไรด์ ซึ่งเราเล่นกันทุกคน เควินก็บอกผมว่า

"พ่อถูกไล่ออกจากงานแล้ว เจ้าโง่ นายยังอยากเที่ยวต่ออีกมั้ยล่ะ?"

ผมรอให้พ่อกับแม่บอกผมเรื่องที่เขาถูกไล่ออก แต่พวกเขาไม่พูดอะไรเลย หลังจากที่เควินพูดอย่างนั้น ผมไม่ขอให้เขาซื้ออะไรให้ผมอีกเลย และผมก็กลัวที่จะพักในห้องโรงแรมที่ใหญ่ และหรูหรา เพราะผมคิดว่าเราไม่มีเงินมากพอที่จะจ่าย แต่เราก็ทำอย่างงั้น และหลังจากที่พ่อได้งานที่แท่นขุดเจาะน้ำมัน และเราคิดว่าทุกสิ่งจะดีขึ้น

ผมพนันได้เลยว่า ห้องของผมมีขนาดใหญ่เป็นครึ่งหนึ่งของชั้นนี้ทั้งชั้นเลย เวลาที่ผมวิ่งจากด้านหนึ่งของห้องไปที่ด้านอื่น จากด้านที่เป็นกระจกไปที่ผนังด้านหลัง ผมแทบจะหายใจไม่ทัน ผมชอบวิ่งเล่นแบบนี้ บางทีผมวิ่งจนกระทั่งกระดูกซี่โครงเริ่มบีบตัวและท้องของผมก็รู้สึกปวดเหมือนถูกผ่าออก จนผมต้องนั่งลงเพื่อพักก่อน

ที่นี่มีห่วงบาสเก็ตบอลด้วย แล้วบอลก็ไม่มีทางจะแตะเพดานห้องได้ ยกเว้นว่าผมจะสามารถโยนได้สูงเท่าที่ใจคิด ผมมีหนังสือการ์ตูนด้วย และผมก็วาดรูปผมกับครอบครัวและคุณมานิแก็ตและ ดร.เบน เนื่องจากผมไม่สามารถดูวิดีโอได้ ตอนนี้ผมเลยต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ในการเขียนบันทึก ชั่วโมงหนึ่งก็ผ่านไปแล้ว เมื่อผมเขียนความคิดของตัวเองลงไป ผมก็ลืมเกี่ยวกับทุกสิ่งทุกอย่าง

ผมตัดสินใจว่าจะเป็นหมอในวันหนึ่งข้างหน้าให้ได้ ผมจะช่วยผู้คนให้หายเป็นปกติ

#

29 พฤศจิกายน

วันขอบคุณพระเจ้าช่างยอดเยี่ยม! คุณมานิแก็ตอบขนมปังจริงๆ และเอามาอุ่นให้ผม ผมบอกได้ว่า ทุกอย่างยกเว้นขนมและมันสำปะหลัง มาจากกระป๋องทั้งหมด เหมือนเดิมตลอด แต่รสชาติของมันอร่อยกว่าอาหารที่ผมกินตามปกติ ผมไม่ได้กินขนมปังมานานมากแล้ว เพราะหน้ากากของเธอ คุณมานิแก็ตจึงทานอาหารเย็นของเธอก่อนที่จะมาแล้ว แต่เธอก็นั่งลงและดูผมทาน

เรเน่เข้ามาด้วย และเธอทำให้ผมประหลาดใจด้วยการกอดผม เธอไม่เคยทำแบบนี้มาก่อน ดร.เบน เข้ามาแป๊บหนึ่งในตอนท้าย แล้วเขาก็กอดผมด้วย แต่เขาบอกว่า เขาไม่สามารถอยู่ได้นานเนื่องจากกำลังยุ่ง ดร.เบน ไม่ได้มาเยี่ยมผมบ่อยๆ แล้ว ผมเห็นหนวดเคราของเขารกครึ้มและมันก็เกือบจะเป็นสีขาวทั้งหมด! ผมเห็นผมของ ดร.เบน ตอนที่เขาอยู่นอกกระจก ตอนที่เขาไม่ได้สวมสูทร้อน ผมของเขาเป็นสีน้ำตาลไม่ใช่สีขาว ผมถามเขาว่า ทำไมหนวดเคราของเขาจึงกลายเป็นสีขาว และเขาบอกว่า มันจะเกิดขึ้นเมื่อจิตใจของเธอเหนื่อยล้ามากเกินไป

ผมชอบให้คนอื่นๆ มาเยี่ยมผมที่ห้อง ก่อนหน้านี้ ตั้งแต่แรก เกือบจะไม่มีใครเข้ามาเลย แม้แต่คุณมานิแก็ต เธอเคยนั่งบนเก้าอี้นอกห้อง และใช้โทรศัพท์เพื่อสอนหนังสือผม มันดีกว่ามากเมื่อพวกเขาเข้ามาข้างใน

ผมจำได้ว่า วันขอบคุณพระเจ้าเคยเป็นอย่างไร ตอนที่ครอบครัวของผมนั่งล้อมรอบโต๊ะอาหารตอนเย็น และผมเล่าให้คุณมานิแก็ตฟัง ใช่จ้ะ เธอบอก แม้จะว่าเธอจะไม่ได้ฉลองวันขอบคุณพระเจ้าที่ไฮติเหมือนคนอเมริกัน แต่เธอจำได้ว่าเธอได้ร่วมทานมื้อเย็นกับพ่อแม่และพี่สาวของเธอในวันคริสต์มาส เธอบอกว่า เธอมาหาผมในวันนี้ กับเรเน่ และ ดร.เบน ที่มาด้วยกัน เพราะในตอนนี้เราเป็นครอบครัวเดียวกัน ดังนั้นเราไม่ได้โดดเดี่ยว ผมไม่เคยคิดอะไรแบบนี้มาก่อน

#

1 ธันวาคม

ไม่มีใครบอกผม ไม่แม้แต่คุณมานิแก็ต แต่ผมคิดว่าบางที ดร.เบน กำลังไม่สบาย ผมไม่เห็นเขามาห้าวันเต็มแล้ว ที่นี่เงียบมาก ผมหวังอยากให้มีวันขอบคุณพระเจ้าอีกครั้ง

#

23 มกราคม

ผมไม่รู้เรื่องนี้มาก่อน แต่คุณต้องอยู่ในอารมณ์ปกติถึงจะเขียนสิ่งที่คุณคิดลงไปได้ มีเรื่องมากมายเกิดขึ้นในวันนี้ แต่ผมพลาดไป

หมอที่มีชื่อเป็นภาษาฝรั่งเศสมาที่นี่ และผมก็ยินดี เขาไม่เหมือน ดร.เบน เลย ผมต้องพยายามอย่างมากที่จะเชื่อว่าเขาเป็นหมอจริงๆ เพราะเขาสวมเสื้อผ้าสกปรกอยู่ตลอดเวลา เมื่อผมมองเห็นเขาถอดสูทร้อนอยู่ข้างนอกกระจก และเขาก็ไม่เคยทำตัวดีกับผมด้วย-เขาไม่ยอมตอบอะไรผมเวลาผมถามเขา และเขาก็ยังไม่มองตาผมสักวินาที ครั้งหนึ่งเขาตบหูผม เกือบจะไม่มีอะไร และถุงมือของเขาก็ทำให้ผมเจ็บมาก หูของผมเป็นสีแดงและเจ็บอยู่ตลอดวัน เขาไม่ได้พูดว่าเขาเสียใจ และผมก็ไม่ร้องไห้ ผมคิดว่าเขาต้องการทำอย่างนั้น

ใช่เลยล่ะ แล้วเขาก็ดึงผมมาที่ถุงใส่เลือดแล้วเอาเลือดผมไปตั้งเยอะจนผมไม่มีแรงจะยืน ผมกลัวว่าเขาจะอาจจะผ่าตัดผม คุณมานิแก็ตไม่ได้มาเกือบจะตลอดสัปดาห์ และเมื่อเธอมาในที่สุด ผมบอกเธอเกี่ยวกับหมอคนนั้นเอาเลือดผมไปเยอะมาก เธอโกรธมากจริงๆ เมื่อผมพยายามหาเหตุผลว่าทำไมเธอจึงไม่ได้มาหาผมเลย-ปรากฏว่า เขาไม่ปล่อยให้เธอเข้ามา! เธอบอกว่า เขาพยายามจะกีดกันเธอไม่ให้เข้ามา กีดกัน นั่นคือคำที่เธอใช้ น้ำเสียงฟังดูเหมือนการคุมขัง

หมอคนใหม่และคุณมานิแก็ตเข้ากันไม่ได้เลย ถึงแม้ว่าพวกเขาจะพูดฝรั่งเศสเหมือนกัน ผมเห็นพวกเขานอกกระจก ตะโกนไปมาและโบกไม้โบกมือ แต่ผมไม่อาจได้ยินว่าพวกเขาพูดอะไรกัน ผมกลัวว่าเขาจะให้คุณมานิแก็ตไปจากที่นี่เพื่อประโยชน์ของเขา แต่เมื่อวานนี้ เธอบอกผมว่า เขาจากไปแล้ว! ผมบอกเธอว่า ผมดีใจ เพราะผมกลัวว่าเขาจะมาแทนที่ ดร.เบน

ไม่หรอก เธอบอกผม ไม่มีใครที่ไหนจะมาแทนที่ ดร.เบน ได้ เธอเล่าว่า หมอชาวฝรั่งเศสคนนั้นมาที่นี่เพื่อศึกษาผมเป็นการส่วนตัว เพราะเขาเป็นหนึ่งในหลายคนที่ ดร.เบนได้ส่งเลือดของผมให้ตรวจ ตั้งแต่แรกที่ผมมาอยู่ที่นี่

เขามีอาการป่วยก่อนมาที่นี่แล้ว จากนั้นเขาก็เริ่มรู้สึกแย่มากๆ ดังนั้นเขาจึงกลับไป การได้มาเห็นผมคือความปรารถนาสุดท้ายของเขา คุณมานิแก็ตบอก แม้จะดูเหมือนว่า ไม่น่าจะเป็นเรื่องจริง เพราะเขาไม่ได้แสดงท่าทีเหมือนกับอยากจะมาอยู่กับผมเลย

ผมถามเธอว่า เขากลับไปหาครอบครัวที่ฝรั่งเศสหรือเปล่า และคุณมานิแก็ตตอบว่า ไม่ เขาน่าจะไม่มีครอบครัว และถึงจะมี มันก็ยากมากที่จะกลับไปฝรั่งเศสได้ เพราะมีมหาสมุทรขวางทางอยู่ เธอตอบ

คุณมานิแก็ตดูจะเหน็ดเหนื่อยจากการพูดคุยทั้งหมด เธอบอกว่า เธอตัดสินใจที่จะย้ายมาอยู่ข้างในเหมือนเรเน่ เพื่อให้แน่ใจว่า พวกเขาจะสามารถดูแลผมได้อย่างเรียบร้อย เธอบอกว่าเธอคงจะคิดถึงสวนของเธอ แต่พื้นที่ทั้งหมดนั้นได้กระจุยกระจายไปแล้ว เธอกล่าว

เธอบอกว่า ผมทำได้ดีมากในการรักษาความสะอาดของห้อง-และที่ผมทำ เพราะผมมีไม้ถูพื้นและถังและน้ำยาอยู่ในตู้ของผม-แต่เธอบอกผมว่า ทางเดินสกปรกมาก นั่นคือเรื่องจริง เพราะบางครั้งผมสามารถมองเห็นน้ำหยดจากกำแพงด้านนอกกระจกเป็นจำนวนมาก และมันก็ทำให้เกิดรอยด่างบนพื้นห้อง คุณสามารถบอกได้ว่า น้ำนั้นสกปรกเพราะคุณมองเห็นสีที่แตกต่างลอยอยู่ข้างบน ผมเคยเห็นอะไรแบบนี้ บนถนนที่ครอบครัวของผมใช้ ตอนที่พ่อใช้สายยางพ่นน้ำใส่ พ่อบอกว่า น้ำมันจากรถทำให้น้ำดูเป็นอย่างนั้น แต่ผมไม่รู้ว่าทำไมมันจึงดูเป็นแบบนั้นในที่แห่งนี้ คุณมานิแก็ตบอกว่า น้ำมีกลิ่นเหม็นด้วย

"มันไร้สาระจริงๆ ถ้าพวกเขาจะเก็บเธอไว้ที่นี่ พวกเขาต้องดูแลเธอให้ดีให้ดียิ่งกว่านี้ โคตรๆ เลย"คุณมานิแก็ตบอก เธอดูไม่พอใจเอามากๆ แต่เธอไม่ได้สบถ

ผมเล่าให้เธอฟัง เรื่องที่ลูมาที่นี่และกดโทรศัพท์หาผมตอนดึกมากๆ ขณะที่ผมยังหลับอยู่และไม่มีใครอยู่แถวนี้เลย เขาพูดเสียงดังมากเหมือนคนในวิดีโอ ที่ทำเวลาพวกเขาเมา ลูจ้องมองผมผ่านกระจกแล้วก็ทุบกระจกเสียงดัง ผมไม่เคยเห็นว่า เขาอยากจะบอกอะไรแบบนี้ ผมคิดว่า เขาพยายามจะเข้ามาในห้องของผมแต่ผมก็จำได้ว่า เขาทำไม่ได้ เพราะเขาไม่ได้สวมสูทร้อน แต่ผมไม่เคยลืมในสิ่งที่เขาพูด พวกมันน่าจะปล่อยให้แกนอนหลับเหมือนหมาในกรง

ผมพยายามจะไม่คิดถึงเรื่องในคืนนั้น เพราะมันทำให้ผมฝันร้าย มันเกิดขึ้นเมื่อผมยังเด็กกว่านี้ น่าจะตอนแปดขวบ บางครั้งผมคิดว่าผมอาจจะฝันถึงมัน เพราะในเวลาต่อมา เมื่อลูมาทำงาน เขาทำเหมือนปกติ เขายิ้มให้ผมนิดหนึ่งด้วยซ้ำไป ก่อนหน้าที่เขาจะหยุดมาทำงานที่นี่ ลูดีกับผมทุกวันเลย

คุณมานิแก็ตฟังดูไม่ประหลาดใจเมื่อผมเล่าให้เธอฟังเกี่ยวกับสิ่งที่ลูพูดว่า ปล่อยให้ผมหลับ

"ใช่แล้วล่ะ เจ" เธอบอกผม "นานมาแล้ว มีคนข้างนอกนั่นที่คิดว่า พวกเราไม่ควรจะดูแลเธอ"

ผมไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนเลย!

ผมจำได้เมื่อนานมาแล้ว เมื่อผมยังเป็นเด็กมากๆ และผมเป็นนิวมอเนีย แม่ของผมกลัวที่จะปล่อยผมไว้ลำพังในโรงพยาบาล "พวกเขาไม่รู้หรอกว่าจะดูแลเจอย่างไร" แม่บอกกับพ่อ แม้ว่าเธอจะไม่รู้ว่าผมได้ยินที่เธอพูด ผมต้องอยู่คนเดียวตลอดคืน และเพราะว่าสิ่งที่แม่ของผมพูด ทำให้ผมนอนไม่หลับ ผมกลัวว่า พวกคนในโรงพยาบาลจะลืมไปว่า ผมอยู่ที่นั่น หรือบางที สิ่งที่ไม่ดีบางอย่างอาจเกิดขึ้นกับผม

ดูเหมือนว่า ตอนนี้ แสงไฟจะหายไปทุกวันแล้ว และผมรู้ว่าคนอื่นๆ ต้องคิดถึงลูจริงๆ เพราะน้ำสีเทาสกปรกเจิ่งนองไปทั่วชั้น นอกกระจก และไม่มีใครทำความสะอาดมันเลย

#

14 กุมภาพันธ์

6-4-6-7-2-9-4-3    6-4-6-7-2-9-4-3    6-4-6-7-2-9-4-3

ผมจำเลขนั้นได้แล้ว! ผมท่องมันครั้งแล้วครั้งเล่าอยู่ในหัวจนกระทั่งผมไม่ลืม แต่ผมต้องเขียนมันลงไปตามลำดับอย่างถูกต้องเพื่อความแน่ใจสุดๆ ผมต้องการจะจำตัวเลขได้โดยไม่ต้องดู

โอ ผมควรจะเริ่มใหม่ตั้งแต่ต้น

เมื่อวานนี้ ไม่มีใครเอาอาหารเย็นมาให้ผม แม้แต่คุณมานิแก็ต

เธอมาพร้อมกับข้าวโอ๊ตบดชามใหญ่ในตอนเช้า และบอกว่าเธอขอโทษจริงๆ เธอบอกว่า เธอหาอยู่นานกว่าจะเจออาหาร และมันทำให้เธอต้องออกมา แม้ว่าข้าวโอ๊ตบดจะไม่ร้อนเลย แต่ผมไม่ได้พูดอะไร ผมก้มหน้าก้มตากิน เธอมองดูผมทานอาหาร

เธอไม่ได้อยู่กับผมนาน เพราะเธอไม่ได้สอนอะไรผมอีกแล้ว หลังจากที่หมอชาวฝรั่งเศสจากไป เราได้พูดคุยเกี่ยวกับประกาศการปลดปล่อยและมาร์ติน ลูเทอร์คิง แต่เธอไม่ได้นำเรื่องนี้มาพูดในวันนี้ เธอเพียงแต่มอง แล้วเธอก็บอกว่า เธออยู่บนเตียงตลอดทั้งวันเมื่อวานนี้เพราะเธอรู้สึกเหนื่อยมาก และเธอบอกว่าเธอขอโทษที่ลืมนำอาหารมาให้ผม เธอบอกว่า เธอไม่อาจเตือนให้เรเน่เอาอาหารมาให้ผมเพราะเธอไม่รู้ว่าเรเน่หายไปไหน มันยากสำหรับผมในการที่จะฟังเธอผ่านชุดสูทร้อนในวันนี้ หน้ากากของเธอโก่งงอ ดังนั้นไมโครโฟนจึงไม่ตรงกับปากของเธอดังที่เคยเป็น

เธอเห็นสมุดโน้ตของผมและถามว่า เธอขอดูมันได้ไหม ผมตอบว่า ได้เลย เธออ่านตั้งแต่หน้าแรก เธอบอกว่าเธอชอบตรงที่ ผมบอกว่าเธอเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของผม หน้ากากของเธอเต็มไปด้วยฝ้า ดังนั้นผมจึงมองไม่เห็นดวงตาของเธอ และผมไม่สามารถบอกได้ว่าเธอยิ้มหรือเปล่า ผมแน่ใจว่า วันนี้ เธอไม่ได้สวมชุดสูทอย่างถูกต้อง

เมื่อเธอวางสมุดของผมลง เธอบอกผมให้เข้ามาใกล้เพื่อฟังเธอและจำตัวเลขที่เธอจะบอกให้ดี

มันคือ 6-4-6-7-2-9-4-3

ผมถามเธอว่า มันคืออะไร เธอตอบว่า มันคือรหัสความปลอดภัยสำหรับประตูห้องของผม เธอบอกว่า เธอต้องการบอกรหัสให้ผมรู้เพราะสัญญาณเตือนสำหรับผมไม่ทำงานแล้ว และผมอาจจะอยากออกจากห้องถ้าเธอหลับนานเกินไปและไม่มีใครนำอาหารมาให้ผม เธอบอกผมว่า ผมสามารถใช้โค้ดเดียวกันนี้กับลิฟท์และ ห้องครัวที่อยู่ที่ชั้นสาม ไม่น่าจะมีใครอยู่ที่นั่นแล้ว เธอว่า แต่ผมควรจะดูตามชั้นวางของ ชั้นด้านบนที่อยู่สูงขึ้นไป เผื่อจะมีอาหารอยู่บ้าง ถ้าหากไม่มี เธอบอกว่า ผมควรจะลงบันไดไปที่ชั้นหนึ่งและหาเครื่องหมาย ทางออก สีแดงเพื่อจะออกไปข้างนอก เธอบอกว่า ลิฟท์ไม่อาจลงไปชั้นหนึ่งได้อีกแล้ว

ผมฟังแล้วรู้สึกกลัวขึ้นมา แต่เธอวางมือของเธอลงบนหัวผมอีกครั้งเหมือนปกติ เธอบอกว่า เธอแน่ใจว่า ยังมีอาหารมากมายอยู่ข้างนอก

"แต่...ผมได้รับอนุญาตให้ออกไปหรือครับ?" ผมถามเธอ "แล้วถ้าคนอื่นๆ เขาติดเชื้อล่ะ?"

"เธอกังวลมากไปแล้ว เจ้าตัวน้อย" เธอกล่าว "ตอนนี้มีแค่เธอเท่านั้น เจ้าตัวน้อย เจ้าคนประเภทเดียวกัน"

แต่ดูสิ ผมแน่ใจว่าคุณมานิแก็ตไม่ต้องการให้ผมออกไปข้างนอกจริงๆ หรอก ผมคิดถึงเรื่องนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า คุณมานิแก็ตต้องเหนื่อยมากๆ ในการพูดเรื่องต่างๆ กับผม บางที เธออาจจะไม่สบาย และนั่นคือเหตุผลว่า ทำไมเธอจึงบอกผมให้ออกจากห้อง พี่ชายของผมพูดบางอย่างโง่ๆ เมื่อเขาไม่สบายและพ่อผมด้วย พ่อเรียกผมว่า ออสก้า และผมไม่รู้ว่าออสก้าคือใคร แม่บอกพวกเราว่า พ่อมีน้องชายที่ตายไปตั้งแต่เขายังเด็กและบางทีเขาอาจจะชื่อออสก้า แม่ของผมไม่ได้พูดอะไรเลยตอนที่เธอป่วย เธอเพียงแต่จากไปอย่างรวดเร็ว ผมหวังว่าผมจะเจอคุณมานิแก็ตและเอาเครื่องดื่มอร่อยๆ ให้เธอได้ คุณจะกระหายมากเมื่อคุณไม่สบาย นั่นคือสิ่งที่ผมรู้ว่ามันคือข้อเท็จจริง แต่ผมไม่สามารถไปหาเธอได้เพราะผมไม่รู้ว่าเธออยู่ที่ไหน และข้างในนี้ ผมก็ไม่รู้ว่า ดร.เบน เก็บสูทร้อนไว้ที่ไหน จะเกิดอะไรขึ้นถ้าผมไปหาเธอและเธอไม่ได้สวมสูทร้อนของเธอ?

บางที อาจจะเหลือแค่ข้าวโอ้ตบดในห้องครัว และตอนนี้ผมก็กินมันหมดแล้ว

ผมหวังว่าจะไม่ใช่ !

แต่ผมก็คิดว่า บางที เพราะคุณมานิแก็ตอาจจะอยากเอาอาหารมาให้ผมมากกว่านี้ ถ้าเธอหามันเจอ

เธอถามผมอยู่ตลอดว่า ผมได้กินอะไรดีๆ บ้างหรือเปล่า

แล้วตอนนี้ผมก็หิวอีกแล้ว

6-4-6-7-2-9-4-3

6-4-6-7-2-9-4-3

#

15 กุมภาพันธ์

ผมเขียนในความมืด ไฟปิดสนิททุกดวง ผมพยายามจะเปิดห้องแต่รหัสไม่ทำงานเพราะไฟฟ้าดับหมด ผมไม่รู้ว่าคุณมานิแก็ตอยู่ที่ไหน ผมพยายามจะไม่ร้องไห้

จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าไฟฟ้าไม่กลับมาเป็นปกติ?

#

16 กุมภาพันธ์

มีหลายอย่างที่ผมอยากจะบอก แต่ผมกำลังปวดหัวจากความหิว

เมื่อไฟฟ้ากลับมาเป็นปกติ ผมก็ออกไปที่ห้องโถงตามที่คุณมานิแก็ตบอกผม และผมก็ใช้รหัสเพื่อให้ลิฟท์ทำงานแล้วจากน้ันผมไปที่ห้องครัวตามที่เธอเล่าให้ฟัง ผมต้องการจะไปให้เร็วจริงๆ แล้วหาพวกเนยถั่วหรือโอรีโอ้หรือถั่วกระป๋องที่ผมจะสามารถเปิดได้ด้วยเครื่องเปิดที่คุณมานิแก็ตให้ไว้เมื่อวันขอบคุณพระเจ้า

แต่ไม่มีอาหารในครัวเลย! มีแต่กระป๋องที่ว่างเปล่าและกระดาษห่อบนพื้น มีแม้กระทั่งแมลงสาป แต่ผมค้นหาไปตามชั้นวางและทุกตู้ในครัวและผมก็ไม่สามารถหาอะไรที่พอจะกินได้เลย

ดวงอาทิตย์ส่องแสงสว่างจ้ามากๆ จากหน้าต่าง ผมเกือบจะลืมไปแล้วว่าพระอาทิตย์เป็นอย่างไร เมื่อผมไปที่หน้าต่าง ผมเห็นที่จอดรถที่กว้างใหญ่และว่างเปล่าอยู่ข้างนอก ตอนแรก ผมคิดว่ามันมีเพชรเต็มพื้นไปหมดเพราะแสงสะท้อนระยิบระยับของมันแต่นั่นมันเป็นแค่เศษกระจกที่แตกเท่านั้น ผมมองเห็นรถจอดอยู่แค่คันเดียวและผมคิดว่านั่นคือรถของคุณมานิแก็ต แต่คุณมานิแก็ตไม่น่าจะปล่อยรถของเธอทิ้งไว้แบบนั้น ด้วยเหตุผลหนึ่งคือยางรถสองข้างนั้นแบนติดพื้น!

ยังไงก็เถอะ ผมไม่คิดว่า ในวันนี้ ที่นี่จะมีคนอื่นอยู่ด้วย ดังนั้นผมจึงวางแผน ว่าผมจะไปจากที่นี่

คุณมานิแก็ตครับ นี่สำหรับคุณ-หรือใครก็ตามที่มาหาผม ผมรู้ว่า ใครบางคนจะต้องเจอสมุดบันทึกเล่มนี้ถ้าผมทิ้งมันไว้บนเตียง ผมเสียใจจริงๆ แต่ผมต้องไปอย่างด่วนจี๋

ผมไม่ต้องการจะไปข้างนอก แต่มันไม่เข้าท่าหรอก ถ้าหากว่านี่เป็นสถานการณ์ฉุกเฉินใช่มั้ยล่ะ? ผมหิวมากๆๆ จริงๆ ผมต้องหาของกินและเก็บตุนไว้ แล้วผมจะกลับมา ผมเปิดประตูทิ้งไว้ ไม่ได้ล็อค คุณมานิแก็ต บางทีผมจะไปหาสวนของคุณที่มีมันสำปะหลังและแอ็กกี้เหมือนที่คุณเอาให้ผมดู และผมจะรู้ว่าอะไรกินได้ อะไรกินไม่ได้ ถ้าหากใครมาเจอผมแล้วผมต้องเจอปัญหา ผมก็จะบอกว่า ผมไม่มีอะไรจะกิน

ใครที่ได้อ่าน ไม่ต้องกังวลนะ ผมจะบอกคนอื่นๆ ที่ผมเจอว่าอย่าครับ อย่าครับ อย่าเข้ามาใกล้ผม ผมรู้ว่า ดร.เบนกังวลมากว่าผมจะทำให้บางคนเจ็บป่วยได้

#

***************************


Tananarive Due (1966-Now)
นักเขียนและนักการศึกษาชาวอเมริกัน ผู้ชนะรางวัลอเมริกันบุ๊คอวอร์ด,บริทิชแฟนตาซีอวอร์ด และเข้ารอบชิงชนะเลิศสองครั้งในบราม สโตรคเกอร์อวอร์ด มีผลงานทั้งเรื่องสั้นและนวนิยาย ทั้งแนววิทยาศาสตร์และแนวสยองขวัญ 

ติดตามผลงานเธอได้ที่ http://www.tananarivedue.com


***************

บันทึกหลังแปล

เรื่องสั้นเรื่องนี้ยาวร่วมยี่สิบหน้า แม้จะยาวแต่ก็แปลสนุก ต้นฉบับภาษาอังกฤษอ่านง่าย ใช้ภาษาไม่ซับซ้อนเนื่องจากเป็นลักษณะของไดอารี่ของเด็กผู้ชายอายุสิบขวบ

เมื่อปี 2018 มีหนังชื่อเดียวกับเรื่องสั้นนี้ออกฉาย พล็อตคล้ายกัน แต่กลายเป็นหนังแนวซอมบี้ แอคชั่นไป ซึ่งไม่แน่ใจว่ามีอะไรที่เกี่ยวข้องกันหรือเปล่า ถ้าบอกว่า ซื้อลิขสิทธิ์จากเรื่องสั้นมาดัดแปลง ก็ถือว่า ดัดแปลงมาไกลจนแทบไม่เหลือเค้าของบทดั้งเดิม แต่ก็พอจะเข้าใจว่า เรื่องสั้นแนววิทยาศาสตร์ที่ว่าด้วยไวรัสล้างโลก ถ้าจะให้ทำเป็นหนังแนวดราม่าก็คงจะขายยากอะนะ แต่ถ้าเป็นแนววิ่งหนีซอมบี้ ยิงกันเลือดเปรอะจอ คงมีโอกาสทางการตลาดมากกว่า

ขอบคุณที่อ่านครับ